ตีนไก่ไข่พะโล้

  • หลายอาทิตย์ก่อนคนข้างบ้านทำไข่พะโล้ใส่ตีนไก่มาให้กิน นั่งแทะพระบาทไก่กับคุณน้องสาวอย่างเมามันส์รสชาติก็เข้มข้นอร่อยกินกันหมดภายในพริบตา วันนี้ก็เลยทำใส่บาตรและเหลือเอาไว้กินเอง
  • ไข่ไม่ค่อยสวย เพราะเลือกใบสวยๆ ใส่บาตร แต่รสชาติก็อร่อยเหมือนกันละน่าาาา


  • ซื้อตีนไก่ที่โลตัสเอ็กเพรสแพ็คละ 300 กรัม ลดราคาเหลือ 38 บาท ถามที่ตลาดนัดราคากิโลละ 80 บาท แต่ไม่ตัดเล็บไม่ทำอะไรให้เลย เราก็เลยขอบายซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ตดีกว่าตัดแต่งให้เรียบร้อยแล้ว 
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันค่อนข้างเยอะ ใช้ไฟแรงพอน้ำมันร้อนก็หย่อนตีนไก่ลงไปทอดให้เหลืองกรอบ ระวังน้ำมันกระเด็น เวลาทอดหาฝาปิดด้วย 
  • อยากทอดให้กรอบกว่านี้แต่ว่ามันกระเด็นเยอะจนแทบจะเปิดคนไม่ได้เลยได้แค่นี้
ต้มไข่ 9 ฟอง ใส่บาตร 3 องค์ ๆ ละ 2 ฟอง เหลือ 3 ฟองไว้กินเอง
  • ตำสามเกลอ รากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด
  • เทน้ำมันผัดสามเกลอให้หอม ดาวใช้ผงพะโล้แบบป่นเป็นซองๆ ไม่ได้ใช้เครื่องเทศเป็นชิ้นๆ หาซื้อแบบผงได้ตามห้าง ที่เป็นซองๆ ใช้ง่ายสะดวกดี เหมาะสำหรับเวลาเราทำน้อยๆ หม้อนี้ใช้แค่ 1 1/2 ช้อนโต๊ะเอง ผัดกับสามเกลอจนหอมก็ใส่น้ำตาลปึกเติมน้ำไปนิดนึง เคี่ยวจนน้ำตาลไหม้ก็เติมนำไข่ลงไปผัด ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม ผงปรุงรส เกลือ ชิมให้รสชาติออกเค็มหวาน 
  • ผัดสักพักก็เติมน้ำ
  • พอน้ำเดือดจัดก็หย่อนตีนไก่ที่เราทอดไว้แล้ว พอดีใช้หม้อเล็กก็เลยเปิดไฟแรงๆ ไม่ค่อยได้น้ำมันจะล้น คือเขาบอกว่าถ้าเราหย่อนตีนไก่ที่ทอดจนกรอบลงในน้ำที่เดือดจัดๆ ยิ่งเดือดมากหนังของตีนไก่จะยิ่งพองสวยงาม เหมือนตีนห่านน้ำแดงอะไรประมาณนั้น
  • เวลาต้มเราก็ต้องคอยช้อนฟองทิ้งเรื่อยๆ และช้อนน้ำมันที่ลอยข้างหน้าออกจะได้ไม่เลี่ยน
  • เคี่ยวจนตีนไก่เปื่อยแต่ไม่เละเพราะเราทอดก่อน แทะแล้วหนึบหนับดี ลองทำทานกันดูนะคะเมนูนี้เป็นเมนูที่ทำให้เรานึกถึงอาหารโปรดยามเด็ก เรียกได้ว่าเติบโตมาได้เพราะไข่พะโล้ (ของย่า) นี่หละคะ วันนี้ก็เลยทำไข่พะโล้ใส่บาตรให้ย่าทานบ้าง อย่าลืมมาเข้าฝันคอมเม้นต์ว่าหลานทำอร่อยไหม???

หอยนางรมทอดกรอบ สูตรแป้งกรอบนอกนุ่มใน

  • อิจฉาคนอยู่เชียงใหม่ได้ไปกินหอยนางรมกระทะร้อนที่ร้านเอกทิพย์เห็นรูปแล้วน้ำลายไหล เดินปาดน้ำลายเดินไปโลตัสเอ็กเพรสแถวบ้านสอยมา 1 กระปุก แหมสมัยนี้ทำกระปุกจิ๊ดเดียวขาย 24 บาท กินไม่สะใจเหมือนเมื่อก่อนเลย 
  • หอยนางรมทอดสูตรนี้เพิ่งคิดได้ไม่กี่วัน หลังจากอยากกินมานานก็เริ่มวางแผนว่าจะทำแป้งอย่างไรดีให้ด้านล่างกรอบกริ๊ก ด้านบนยังเหนียวนุ่มได้อารมณ์ของออส่วนนิดๆ แล้วก็ประสบความสำเร็จจริงๆ ด้านล่างกรอบด้านบนยังเหนียวนุ่มมาดูสูตรกันคะ 
  • ทั้งกระปุก 1 ขีดได้มาแค่นี้เอง เอาไว้ไปโลตัสใหญ่ค่อยมองหากระปุกขนาดดั้งเดิม หวังว่าคงจะไม่เลิกขาย
  • สูตรแป้งหอยทอดที่ทำประจำจะใช้แป้งข้าวเจ้า 1 ส่วน, แป้งมัน 3 ส่วน, น้ำเย็นจัด 5 ส่วน แต่ครั้งนี้เราไม่มีแป้งข้าวเจ้าก็เลยใช้แป้งโกกิแทนแป้งข้าวเจ้าและใส่เพิ่มเป็น 1 1/2 ส่วน อันนี้เราจะทำในส่วนแป้งตัวกรอบก่อน นึกถึงตอนทำขนมครกสมัยก่อนจะมีส่วนของตัวแป้งกรอบๆ จากนั้นค่อยใส่ตัวกะทิ เอาหลักการนั้นมาลองทำดู
  • ผสมส่วนผสมตัวแป้งกรอบๆ จากสูตรด้านบนเหยาะพริกไทย และผงปรุงรสให้ออกเค็มนิดๆ 
  • บ้านนี้ไม่มีกระทะแบนทอดลำบากนิดนึง เราใส่น้ำมันเยอะหน่อยตั้งไฟให้ร้อนจัด จากนั้นก็เทแป้งให้กระจายให้ทั่วใช้ไฟแรงๆ จะได้ไม่อมน้ำมัน เราอยากให้ด้านล่างออกมากรอบๆ  พอด้านล่างเริ่มเหลืองเราก็มาทำส่วนของด้านบนคะ
  • ส่วนผสมนิ่มๆ ด้านบนจะใช้แป้งมัน 2 ส่วน น้ำเย็นจัด 3-4 ส่วน ผสมให้ออกเหลวๆ หน่อยนึง (ใช้ช้อนโต๊ะตวง) เหยาะพริกไทย และผงปรุงรสนิดหน่อย โรยต้นหอมซอย
  • เทส่วนผสมที่สองลงไป ตอกไข่ 1 ฟอง พอดีช่วงนี้รีบๆ ทำก็เลยไม่ได้ถ่ายเอาไว้ คือเราสังเกตว่าด้านล่างเป็นสีเหลืองทองแล้วเราก็กลับอีกด้านลงสักพักให้ด้านหน้าเริ่มสุกก็ตักขึ้นเลยคะ ไว้นานเดี๋ยวหอยหด 
  • ด้านล่างเวลากัดจะกรอบกริ๊กกกก ด้านบนจะเหนียวนิดๆ 
  • ราดด้วยซอสพริก "ไฮคิว" ไม่ต้องผสมซอสพริกเพื่อเพิ่มความหวาน เพราะยี่ห้อนี้หวานพอดีเลย แต่อาจจะไม่มีรสชาติเผ็ดหอมพริกเหมือนยี่ห้อภูเขาทอง ใจจริงอยากซื้อยี่ห้อม้าบินแต่ไม่มี จำได้ว่ายี่ห้อ "ไฮคิว" เขาฮิตกันที่ลาว เวลาไปเวียงจันทน์แทบทุกร้านใช้ยี่ห้อนี้ใส่เฝอกัน เพราะว่ารสชาติมันครบรสพอดีนี่เอง
  •  อ้อ! เราไม่ได้กินกับถั่วงอกพอดีมีกะหล่ำปลีก็เลยซอยแล้วผัดมากินด้วยกัน มันเข้ากันจริงๆ นะ

ผัดวุ้นเส้นไข่เค็ม

  • เมื่อวานตอนเย็นไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี ตอนเที่ยงส่วนมากจะทำเส้นหมี่มาม่าใส่หมูเด้ง (อีกแล้ว) แล้วก็ใส่กะหล่ำปลีซื้อมาหัวละ 20 บาท กินเป็นชาติยังหมดไม่ถึงครึ่งลูกเลย วันนี้ก็เหลือบไปเห็นไข่เค็มที่เดือนซื้อเตรียมไว้ใส่บาตรเป็นสิบลูกก็เลยแฮบมาสักลูก เอามา ผัดวุ้นเส้นไข่เค็ม ดีกว่า 
  • ใส่ไข่เค็มแล้วยังใส่ไข่ไก่ไปอีกฟอง สวนกระแสไข่แพงจริงๆ เวลาซื้อก็ชอบซื้อฟองใหญ่สุดในแผงซะงั้น กะว่าจะซื้อฟองใหญ่ๆ เอาไว้ทำกับข้าวใส่บาตร แต่พอเหลือเราก็เลยต้องกินฟองใหญ่ๆ แต่ไม่เป็นไรช่วงนี้ไม่ค่อยได้กินเนื้อสัตว์ อดโปรตีนมากเดี๋ยววูบอีก T___T"
  • ซอยกะหล่ำปลีแช่ล้างน้ำเอาไว้ ใส่เยอะๆ หน่อยจะได้ใส่วุ้นเส้นน้อยลง เผื่อมันจะช่วยให้ผอมลงมั่ง 
  • แช่วุ้นเส้นห่อกลางๆ แค่่ครึ่งนึง ไข่เค็ม 1 ลูก กระเทียมเยอะๆ หน่อย กินไข่ตั้งสองฟองเผื่อมันจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลบ้าง ต้นหอมหั่นเป็นท่อนๆ ใส่พอสวยงามเหลือไม่กี่ต้นเก็บเอาไว้ทำหอยทอดพรุ่งนี้ แหมถ้ามีแครอทซอยใส่จะเพิ่มสีสันให้สวยงาม 
  • วันนี้ใช้น้ำมันมะกอกเลยกล้าใส่น้ำมันเยอะหน่อย สับกระเทียมลงไปผัดจนหอมก็ตอกไข่ไก่และใส่ไข่เค็มลงผัดให้หอม
  • พอไข่เริ่มสุกก็ใส่กะหล่ำปลี วุ้นเส้น ปรุงรสด้วยผงปรุงรส ซอสหอยนางรมไม่ต้องเยอะเดี๋ยวจะแฉะจากนั้นก็เหยาะน้ำตาลเล็กน้อย ลองชิมดูเพราะไข่เค็มก็มีรสเค็ม บางคนใช้แต่ไข่แดงมาผัดรสเค็มจะน้อยกว่าใส่ไข่ขาวลงไปด้วยต้องใส่ผงปรุงรส ซอสหอยนางรมเยอะขึ้น  แต่ไม่ต้องให้เค็มมากแค่ออกเค็มๆ มันๆ ของไข่เค็มกินเปล่าๆ ก็ได้ ถ้ากินกับข้าวก็ผัดให้เค็มขึ้นอีกนิดคะ
  • ถ้ามีกระเทียมโทนดองใส่ลงไปจะเพิ่มความหอมอร่อย จะได้ความหวานจากกระเทียมดองไม่ต้องใส่น้ำตาลเลยคะ 

หมูแดดเดียว

  • อยากทำหมูแดดเดียวรสชาติเค็มๆ หวานๆ มานานแล้ว เกิดมาก็ไม่เคยทำแต่จำได้ว่าตอนเด็กๆ คุณยายข้างบ้านทำเนื้อแดดเดียวอร่อยมากแม่ก็เลยให้มาสอนทำที่บ้าน ตอนนั้นอายุแค่ 8-9 ขวบก็ได้แต่ยืนเกาะกะละมังดู จำได้ติดตาว่าคุณยายเอาน้ำปลาผสมกับน้ำตาลปีบแล้วก็ใส่เมล็ดผักชีแล้วก็ขยำๆๆๆ จำได้แค่นั้นผ่านมาสามสิบกว่าปีเพิ่งได้มีโอกาสจะได้ลองทำ วันนี้ตากแค่แดดเดียวแถมแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอาแบบไม่แห้งมากเอามาทอดกินโรยหอมเจียวกรอบๆ แกล้มกิมจิจัดจ้านที่ทำไว้แก้เลี่ยนได้ดีมาก ก็เลยกินข้าวไปสองจานใหญ่ 
  • กิมจิรสเผ็ดจัดดีจัง ทำติดบ้านเอาไว้กินกับอาหารพวกเนื้อสัตว์ไม่ต้องไปหาผักมากินด้วยกันให้ยุ่งยากแค่ตักกิมจิมาแค่นั้นเอง วันก่อนดูทีวีเขาบอกว่าผักกาดมีไฟเบอร์สูง จึงเหมาะมากๆๆ สำหรับกินกับหมูแดดเดียว
  • ซื้อหมูมาแพ็คนึง 400 กรัมมีสองชิ้น แบ่งมาชิ้นนึงแล่เป็นเส้นๆ จากนั้นก็เทน้ำปลา ใส่น้ำตาลปีบใช้มือขยำๆๆ จนน้ำตาลละลาย ขยำให้ส่วนผสมเข้ากับเนื้อหมู ชิมให้รสชาติออกเค็มหวาน ดาวใส่เมล็ดผักชีแบบบดละเีอียดมันก็เลยไม่เห็นเป็นเมล็ด คือถ้าใครมีแบบเมล็ดก็เอามาทุบพอแตกก็เอามาคลุกด้วยจะทำให้หอมยิ่งขึ้น จากนั้นก็นำไปตาก จะใช้ตะแกรงตากก็จะทำให้แห้งไว แต่เราไม่มีก็ไม่ใช้ ตากไปสักชั่วโมงก็กลับอีกด้าน พอหมดแดดก็เอามาทอด ดาวทำตอนบ่าย 3 แล้วเลยตากได้แป็บเดียว 
  • หลังจากตากแป็บนึงก็ได้ออกมาแห้งได้แค่นี้ ก็โอเคเพราะไม่ชอบแห้งมากๆ
  • ทอดด้วยน้ำมันร้อนจัดๆ 
  • ทอดเสร็จแล้วหมูไม่แห้งมาก กินแล้วได้เนื้อได้หนังดี
  • ตักข้าวกล้องมาพูนจาน โรยหอมเจียวสักหน่อย กินกับกิมจิ
  • ผักชีตอนนี้ถูกเลยซื้อมาเสียเยอะ แต่คื่นช่ายกำจิ๊ดเดียว 10 บาท เฮ้ออออออ คงงดซื้อคื่นช่ายไปอีกนาน 

ยำมาม่าหมูยอ


  • พี่เดียร์ส่งหมูยอมาจากเชียงใหม่ ตั้งแต่กลับมาอยู่กรุงเทพก็รูู้สึกว่าหาหมูยออร่อยๆ แล้วก็ราคาไม่แพงไม่มีเลย ในโลตัสมีแบบดีๆ แต่แท่งละ 50 บาทขึ้นไปจนถึง 60-70 บาท สู้ของเชียงใหม่ไม่ได้เนื้อแน่นๆ มีราคาตั้งแต่ 3 แท่ง 100 บ้าง 4 แท่ง 100 บ้าง กินได้แบบสสะใจ เวลาส่งของมาพี่เดียร์ก็เลยจะส่งหมูยอมาให้เสมอเพราะบอกว่าหากินอร่อยที่กรุงเทพยาก
  • แหมไหนบอกว่าเนื้อหมูล้วน 100% แต่เห็นส่วนผสมเขียนว่ามีแป้งมัน 4% ซะงั้น อะนะก็ต้องใส่แป้งให้มันจับตัวสักหน่อย แต่เนื้อแน่นหอมใบตองมาก
  • ตอนแรกว่าจะทำยำหมูยอกินกับข้าว แต่นึกไปนึกมาว่าใส่เส้นมาม่าด้วยกินแทนข้าวไปเลยดีกว่า ใช้หมูยอ 1 แท่ง ซอยแครอทใส่เพิ่มสีสัน หัวหอมใหญ่ 1 หัว ต้นหอมผักชี ใส่มะนาวตั้ง 3 ลูก พริกขี้หนูสวนเล็กน้อย
  • ใส่มาม่าแต่ไม่ใช่ยี่ห้อมาม่า อิอิ ที่บ้านมีแต่ยำยำจัมโบ้
  • เวลาเอาเส้นไปต้มมันจะเละๆ เมื่อก่อนชอบกินมาม่าที่เขาลวกในร้านยำแซ่บ เคยเห็นเวลาเขาทำ เขาจะแค่เอาไปแช่ในน้ำร้อน ครั้งนี้เราก็เลยต้มน้ำร้อนให้เดือดจากนั้นก็นำเส้นแช่ปิดฝาไว้สัก 3 นาที หรือรอจนกว่าเส้นจะนิ่ิม

  • เส้นนิ่มสวยงามไม่อืดน่าทานดีจัง ตอนแช่น้ำร้อนกลิ่นหอมๆ ของเส้นมันออกมา ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่มักจะเทน้ำร้อนใส่มาม่ามากกว่าจะเอาไปต้ม 

  • เทส่วนผสมทุกอย่างลงในชาม

  • ใส่น้ำปลา บีบมะนาว ใส่น้ำตาลตัดรสสักนิดนึง ปรุงรสให้ออกเค็ม เปรี้ยว หวานนิดๆ พอ 

  • ใส่เส้นมาม่าลงไปคลุกแล้วชิมอีกครั้ง ขาดอะไรก็เติมเพิ่ม

  • ตักใส่ชามเสริฟ์พร้อมอร่อยแล้วคะ 

ตำมะม่วงใส่ปูดำแช่น้ำปลา

  • ฟังชื่อเมนูแล้วน้ำลายสอ ทั้งมะม่วงดิบเปรี้ยวๆ แล้วก็มีปูดำตัวใหญ่เบ้งแช่น้ำปลาให้เค็มนิดๆ แซ่บจริงๆ แถมเราดองปูเองทั้งสะอาดและปลอดพยาธิด้วยคะ 

  • เนื้อเยอะ กล้ามใหญ่เค็มน้อยๆ ดองแค่คืนเดียวก่อนเอามาทำก็นำไปใส่ไมโครเวฟสัก 1-2 นาทีก็จะทำให้เราสบายใจขึ้นคะ
  • เดินไปตลาดนัดแถวบ้าน ปกติกเขาจะมีพวกปูกระตอยตัวเล็กๆ เราจะซื้อมาดองเอง แต่ถ้าไปตลาดมหาสินตอนเช้าจะมีปูแป้นตัวไม่ใหญ่นัก กิโลกรัมละ 70-80 บาท  แต่วันนี้เจอปูดำ หน้าตาเหมือนปูที่เขา้ดองกันแต่ตัวใหญ่มากๆๆ ขายกิโลกรัมละ 110 บาท เราซื้อมา 4 ตัวราคา 28 บาท (2 ขีดครึ่ง) ตัวเบ้งๆ ใหญ่ๆ ได้มาก็จับอาบน้ำอาบท่า หาแปรงสีฟันมาขัดให้เีอี่ยมอ่องเวลาเราแทะจะได้สบายใจ สบายท้อง


  • เทน้ำปลาดีหอมๆ เราใช้ตราปลาหมึก ใส่น้ำตาลบึก (ชอบให้รสชาติไม่เค็มโดด ให้ออกเค็มหวาน) จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดลงไปกะให้น้ำท่วมปู นำไปต้มให้เดือดสักพักก็รอให้เย็นลงแล้วเท หรือจะเทเลยก็ได้ให้เนื้อปูมันสุกนิดๆ ก็น่าจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีอีกระดับนึง (คิดเอาเอง)


  • ตอนแรกไม่ได้เติมน้ำเพิ่มลงไปในน้ำปลา (เพราะกลัวไม่เข้มข้น) เลยทำให้น้ำไม่ท่วม เลยเทออกมาใส่น้ำเพิ่มแล้วต้ม แต่รสชาติก็ไม่จืดลงนะคะ เพราะดองเอาไว้ 1 วันเลย ถ้าชอบจืดๆ ก็ดองไม่กี่ชั่วโมงก็พอคะ 

  • ไม่ชอบซอยมะม่วงชอบเอามาหั่นเป็นริ้วๆ ด้วยมีด จะได้แบบหนาๆ หน่อย ใส่กระเทียมเยอะหน่อยจะได้ดับคาว มะม่วงก็เปรี้ยวแต่ยังใส่มะนาวลูกใหญ่น้ำเยอะอีก 3 ลูก ถั่วฟักยาวเล็กน้อย พริกขี้หนูสวน มะเขือเทศใช้มะเขือเทศราชินี เอามาประดับไม่ชอบกินมะเขือเทศ (พยายามจะกินแต่ทำไม่ได้สักที T___T" กินได้เฉพาะที่มันสุกแล้วและเละๆ หรือไม่ก็ซอสมะเขือเทศเท่านั้นอะ) 

  • ถ้าใครชอบกินปูดิบๆ ก็เอามาตำได้เลย แต่เราก็เอาเข้าไมโครเวฟสัก 1 นาทีก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าปูดำเป็นปูทะเลหรือเปล่า แต่อยู่กรุงเทพก็น่าจะเป็นปูทะเล แต่ถ้าอยู่เชียงใหม่จะเป็นพวกปูนา คนที่นั่นจะนิยมกินปูที่เอาไปต้มก่อนเพราะกลัวพยาธิ 

  • เทน้ำแช่ปูไปใส่ไมโครเวฟสัก 2-3 นาทีหรือจนกว่าจะเดือด เราจะเอาน้ำไปใส่แทนน้ำปลาคะ 

  • ซื้อส้มตำรถเข็นที่เข็นขายในซอยบ้านแล้วขัดใจเพราะตำไม่อร่อยเลย แต่ก็ต้องสั่งในบางวันที่ขี้เกียจทำกับข้าว นับวันรสชาติยิ่งไม่ได้เรื่อง วันนี้เลยขอตำแบบที่อยากกิน ตำกระเทียมเยอะๆ พริกขี้หนู ใส่น้ำตาลปึก ชอบให้รสชาติออกเปรี้ยวหวาน 

  • นำถั่ว มะเขือเทศ ตำให้พอบุบๆ ส่วนปูก็ทุบๆ กล้าม ทุบแขนขานิดๆ ให้น้ำเค็มๆ ออกมา จากนั้นก็ใส่น้ำปลาที่ดองปู บีบมะนาว ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวหวาน โอ๊ยยยย น้ำลายสอ หอมกลิ่นน้ำปลาที่ดองปู ได้กลิ่นมะนาวหอมๆ ด้วย 

  • ครกหินมันเล็กไม่เหมาะกับการตำส้มตำ พอปรุงรสเสร็จสรรพก็เทใส่ภาชนะใหญ่ๆ จากนั้นก็ใส่มะม่วงที่ซอยไว้คลุก ชิมรสอีกนิดว่า เปรี้ยวหวานเค็มกำลังดีหรือยัง 

  • ปูตัวใหญ่ กล้ามใหญ่ดูดแทะได้อย่างสะใจมากๆ คร กนี้ใส่ปูตัวใหญ่สุด 2 ตัว อีกสองตัวดองเค็มเอาไว้จะได้เก็บได้นานขึ้น เอาไว้ตำกินวันหลัง ทีนี้จะซื้อมะละกอติดบ้านไว้ดีกว่า ซื้อเขากินแล้วตำไม่สะใจเลย ลองทำดูนะคะ ดองปูเองสะอาดกินแล้วสะดวกใจกว่าตั้งเยอะ
ป.ล. วันก่อนซื้อส้มตำรถเข็นเจ้าเดิมสั่งตำไทยใส่ปูครกละ 25 บาท เขาใส่ปูให้ครึ่งตัว แล้วตัวเล็กมากกกกก แบบว่าจะได้กลิ่นปูไหมเนี่ย !!!!