คอหมูย่าง

  • หั่นหมูเป็นชิ้นเล็กๆ กินกับข้าวเหนียวหุงนิ่มๆ โมว์กินจนพุงแทบแตก แม้ว่าจะใส่พริกไทยดำเสียเยอะก็ยังกินไม่หยุดปาก
  • ไปเดินห้างเมื่อหลายวันก่อนว่าจะซื้อตับกึ๋นไก่มาปิ้งกินสักหน่อย แต่ตาเหลือบไปเห็นคอหมูย่างแพ็คละ 40 บาทก็เลยเอามาหมักกระเทียมพริกไทรากผักชีใส่ผงปรุงรส ซอยหอยนางรม น้ำตาล ซีอิ๊วขาวกะๆ เอาชิมให้ออกเค็มๆ หวานๆ ลืมโรยงาขาวไปด้วยไม่งั้นคงจะออกหอมๆ ขึ้น อ้อ ครั้งนี้แอบเอุานมข้นจืดใส่ลงไปช้อนโต๊ะจะได้นุ่มๆ หอมๆ
  • หมักพร้อมกับตับไก่ใส่กล่องแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเอามาอบในหม้อบลมร้อน วางคอหมูกับตับไก่บนตะแกรง เปิดไฟแรงสุด 300-400 f ใช้เวลาอบครั้งแรก 10 นาที พอครบกำหนดก็กลับอีกด้านอบอีกแค่ 5-7 นาที อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบถ้าชอบแห้งๆ ก็เปิดไฟอ่อนกว่านี้แล้วก็ใช้เวลานานขึ้น แต่ที่บ้านไม่ค่อยชอบกินเนื้อแห้งๆ ชอบแบบมีมันอยู่ด้วย
  • เอาไปทำน้ำตกท่าจะดีแต่อบไว้เฉยๆ ก็กินกันเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะคุณหลานขนาดกินข้าวเช้าไปแล้วตอนเก้าโมง น้าอบเสร็จตอนเกือบ 11 โมงก็เดินมาบอกว่าหอมมากขอกินเลย
  • ระหว่างอบหมูก็หุงข้าวเหนียวด้วยไมโครเวฟสัก 15 นาที ก็ได้เวลาเสร็จพร้อมกันพอดี

ผัดกระเพราเจ

  • มื้อเย็นผัดกระเพราเจกินกับข้าว ใช้แครอท กับข้าวโพดอ่อน และโปรตีนเกษตเหลือจากมื้อกลางวันมาผัด วิธีผัดง่ายๆ คงไม่ต้องบอกหรอกเนอะ ผัดวันนี้ใส่คนอร์เห็ดหอมเจไปครึ่งก้อน ใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำตาลลงไป เหยาะพริกไท ไม่ได้ใส่กระเทียม แล้วก็ลืมใส่พริกด้วยความที่ไม่กินเผ็ดเลยลืมไปสนิทเลย
  • ผัดกระเพราเจที่อร่อยไม่รู้ลืมคือเจ้าตรงตลาดมหาสินในซอยบ้าน เขาจะใส่ถั่วฝักยาวผัดแห้งๆ ไม่แฉะมากแต่รสชาติอร่อยเหาะ เสียดายเทศกาลกินเจปีนี้ไม่ได้กลับไปกรุงเทพ ไม่งั้นจะกลับไปชิมอีกใครอยู่แถวนั้นกินเผื่อด้วย ร้านจะอยู่หน้า 7-11 ฝั่งถ้าเข้าไปจากซอยอยู่ซ้ายมือนะ ไม่ใช่ 7-11 ฝั่งตลาด กินเผื่อด้วยสองจาน

ยากิโซบะเจ

  • ผ่านวันพระมาอีกแล้วเมื่อวันอาทิตย์ไม่ค่อยมีเวลาเลยซื้อกับข้าวง่ายๆ มาทำไปดูที่ร้านอาหารเจแล้วมีแต่แกงกระทิมันๆ เลี่ยนๆ ทั้งนั้นเลยซื้อมาทำกินเองแบบไวๆ ดีกว่า วันนี้จะผัดยากิโซบะเจแล้วกันนะ เส้นยากิโซบะ 20 บาท ข้าวโพดอ่อน 10 บาท แครอท 5 บาท คะน้าฮ่องกง 20 บาท โปรตีนเกษตร 20 บาท
  • ต้มน้ำให้เดือดต้มโปรตีนเกษตรให้ฟองเทน้ำทิ้งให้เหลือติดกระทะสักเล็กน้อย เอาเส้นโซบะลงไปลวกให้มันนิ่มๆ หน่อย เจ้านี้เส้นมันแข็ง เราใส่คนอร์เห็ดหอมเจลงไปหนึ่งก้อนคนให้ละลาย พอน้ำงวดแล้วก็ใ่ส่น้ำมันลงไปผัดใส่ผักลงไปเติมซีอิ๊วขาวน้ำตาลเล็กน้อยผัดจนสุก
  • ชอบผักก็ใส่ลงไปเยอะๆ จานนี้หลานชอบมากเพราะได้กินผักเยอะ
  • กล้องตัวเล็กถ่ายไม่ค่อยดีขนาดกลางวันยังต้องใช้แฟลชเลยหารูปสวยๆ ยากจัง เวลาเรากินจะใส่น้ำตาล พริกน้ำส้ม ใส่ถั่วลิสงบดที่เหลือจากทำสาคูลงไปคลุกๆๆ ทำให้อร่อยขึ้นผักคะน้าฮ่องกงกรอบๆ หวานๆ กินได้ไม่เบื่อจริงๆ

แกงป่าตีนไก่

  • นั่งอยู่ที่ร้านคุยกันเรื่องกินๆ เลยนึกอยากกินแกงป่าใส่ตีนไก่ขึ้นมาตะหงิดๆ เลยบอกให้น้องนุชเดินไปซื้อเครื่องเครามาให้จะได้ทำตอนเย็น ถ้าทำพรุ่งนี้คงไม่ได้ทันกินมื้อเที่ยงแน่เพราะไหนจะต้องเฝ้าร้าน ไหนจะต้องเลี้ยงหลานทำมันตอนเย็นปิดร้านนี่หละดีที่สุด ซื้อตีนไก่มาครึ่งโลน้องเขาไม่ได้บอกให้ตัดเล็บมาด้วยเราเลยต้องตัดเอง ถ้าบอกแม่ค้าเขาจะตัดเล็บให้อย่างดี เราชอบข้อไก่เอามาอีกครึ่งกิโล
  • ข้าวโพดอ่อนสิบบาท มะเขือ พริก ถั่วฟักยาวอย่างละห้าบาท กระเพรากำละห้าบาท แล้วก็มีพริกไทยอ่อนสิบบาท อ้อเครื่องแกงสองขีดน่าจะขีดละ 8 บาท
  • เราจะใส่น้ำไปค่อนหม้อ เอาพริกแกงละลายหมดเลยสองขีดไม่ได้เอาไปผัดน้ำมันเพราะไม่ชอบมันๆ พอน้ำเดือดใส่ตีนไก่ ข้อไก่ลงไปพอเริ่มสุกก็ค่อยเติมผงปรุงรส เกลือ น้ำตาล ถ้ามีแม็กกี้ก็เหยาะเพิ่มความหอมไปด้วย น้ำแกงมันจะใสจริงๆ เขาจะต้องเอาข้าวมาแช่น้ำแล้วตำใส่น้ำแกงจะได้ข้นๆ แต่เราขี้เกียจเลยลักไก่เอาข้าวคั่วใส่ลงไปสัก 2 ช้อนโต๊ะ พอน้ำแกงเดือดก็ใส่ฟักทองกับมะเขือลงไปก่อน จากนั้นค่อยใส่ข้าวโพดอ่อนกับถั่วฟักยาว ผักต่างๆ เลือกใส่ตามชอบเลยคะ จะใส่เห็ดต่างๆ ถั่วพลู ก็อร่อยดี ส่วนตีนไก่ถ้าไม่ชอบจะเปลี่ยนเป็นเนื้อไก่ ปีกไก่ ลูกชิ้นปลากราย เนื้อปลา ปลาดุก หรือเนื้อหมูติดมันหน่อยๆ ก็อร่อยดี
  • ก่อนยกลงก็ใส่กระชายซอย พริกแดง ใบมะกรูด พริกไทยอ่อน ใบกระเพราปริมาณตามชอบ
  • กินกับขนมจีนราดน้ำแกงเยอะๆ กินไปได้หลายมื้อไม่เคยเบื่อเลยคะ

สาคูไส้หมู สูตรยายอึ่ง

  • อาอึ่งมาจากอเมริกามาเยี่ยมหาทั้งทีตั้งใจไว้แล้วว่าให้สอนสูตรทำสาคูไส้หมูที่ไปแอบถ่ายทอดมาจากคนข้างบ้านเราที่กรุงเทพนั่นเอง ฝึกฝนเอาไว้ทำกินที่เมืองนอกยามอยากกิน แหมของโปรดเราเสียด้วยเมื่อก่อนต้องไปซื้อที่กาดครั้งละสามสิบบาทเพราะยี่สิบบาทกินไม่พอ บางครั้งก็ขอซื้อไส้เขาเปล่าๆ มาให้พี่เดียร์กินเล่นๆ สูตรนี้คุณอาก็กะๆ เอา กระเทียมพริกไทรากผักชีหอมแดงใช้เยอะๆ จะได้หอมๆ สัดส่วนทั้งสามอย่างนำมาโขลกหรือปั่นแล้วจะเท่ากับปริมาณหมูสับ
  • ปั่นให้ละเอียดจะได้ปั้นง่ายๆ
  • ซึ้อถั่วลิสงคั่วแล้วมาบดเอง ปริมาณถั่วจะใช้พอๆ กับหมูสับ สูตรนี้ไม่ได้ใช้ไชโป้ว
  • ใส่น้ำมันลงไปสักครึ่งถ้วยตวงนำรากผักชีพริกไทหอมแดงที่ปั่นไว้แล้วมาผัดจนหอม
  • จากนั้นใส่หมูสับลงไป
  • ผัดจนหมูสุกก็ใส่ถั่วลิสงบดลงไปผัด
  • เติมเกลือ น้ำปลาน้ำตาลปีบ ผัดไปชิมไปให้รสชาติออกเค็มๆ หวานๆ ผัดจนแห้ง
  • เจ้าของสูตรคุณนายศรีนวลแห่งลาสเวกัส lol
  • ระหว่างผัดไส้ก็แช่สาคูในน้ำเย็นเอาไว้ 3 ชั่วโมง
  • ครบสี่ชั่วโมงก็เทน้ำออกแล้วใส่ในผ้าขาวบางบีบให้น้ำออกให้หมดถ้าบีบไม่ดีจะปั้นยาก
  • นั่งปั่นไส้เป็นก้อนกลมๆ รอไว้ให้เยอะๆ
  • ปั้นสาคูเป็นก้อนกลมๆ แล้วก็แผ่ออกมาหยิบไส้ใส่แล้วหุ้มให้มิดอย่าให้หนาหรือบางเกินไป
  • ให้ได้ลูกประมาณขนาดนี้กำลังน่ากิน
  • ไม่ต้องใช้หม้อนึ่งให้ยุ่งยาก แค่ต้มน้ำให้เดือดหย่อนสาคูที่ปั้นแล้วลงไปคนอย่าให้ติดกันสังเกตมันจะลอยขึ้นมาตัวสาคูจะใสๆ ก็ช้อนขึ้นมาคลุกกับน้ำมันโรยกระเทียมเจียว หรือจะไม่โรยก็ได้เพราะสูตรนี้หอมกระเทียมพริกไทสุดๆ แล้วคะ แหมเสียดายไม่มีรูปถ่ายตอนมันเสร็จแล้วเพราะมัวแต่กินเพลิน แฮะๆๆๆ

เจี่ยท้งเฮง ร้านอาหารจีนร้านเด็ดในเชียงใหม่

  • มื้อสุดท้ายเลี้ยงส่งอาอึ่งที่ร้านเจี่ยท้งเฮง ร้านอาหารจีนขึ้นชื่อของเชียงใหม่ เคยมาทานหลายหนแล้ว ร้านนี้คนเยอะมากโดยเฉพาะทัวร์ต่างประเทศ วันที่ไปกินทัวร์มาลงเพียบเลย เสียดายไปนิดที่ใช้กล้องตัวเล็กทำให้ถ่ายอาหารไม่ค่อยได้ แต่ไม่เป็นไรพี่เดียร์มีดำริว่าจะมากินเป็ด แบบว่าคนท้องอยากกิน
  • คุณหลานกินจุเหมือนเคย
  • กระเทียมโทนดอง แต่เขาใส่ตังกุยหรือไงเนี่ยมันออกขมๆ ไม่งั้นเราคงจะเหมาหมดจานของโปรดเลย เขาเอามาเสริฟ์ให้กินเป็นออเดิรฟเวลารออาหาร
  • น้ำพริกมันกุ้งกินกับแคบหมูรสชาติเหมือนน้ำพริกเผาหวานๆ อร่อยดี
  • หมูตั้งมันเหลือเกินอิฉันขอบายละกัน ไขมันที่มีอยู่ตรงหน้าท้องก็เพียบแล้ว
  • จานนี้อร่อยมากกก เห็ดหูหนูผัดไข่ เขาผัดใส่หมูสับ ต้นหอมซอยรสชาติอร่อยมากก ทำไมไม่เหมือนที่เคยกินนะ
  • สั่งหลายอย่างแต่ถ่ายรูปไม่ค่อยชัด มีออส่วน ปลาหางเหลืองต้มบ๊วย แล้วก็ต้มยำ จำไม่ค่อยได้หมดกินอย่างเดียว แฮะๆๆ
  • ณะโมว์เอาแคบหมูมาทำเป็นเขี้ยวเลียนแบบยายอึ่ง

ประวัติของการกินเจ

  • ใกล้เทศกาลกินเจแล้วนำเอาบทความเกี่ยวกับการกินเจมาให้อ่านเพื่อทำความเข้าใจจะได้ปฏิบัติตนในช่วงเทศกาลกินเจได้ถูกต้อง และดาวก็จะรีวิวการทำอาหารเจง่ายๆ เผื่อเพื่อนๆ จะได้ลองไปทำทานกันไม่ต้องซื้อเขาทานเพราะมันไม่ค่อยสะอาดแถมยังเลี่ยนๆ มันๆ ด้วย เมนูอาหารเจมังวิรัตดาวก็รีวิวไปหลายสิบเมนูแล้วลองหาดูก่อนจะถึงเทศกาลกินเจก็ได้คะ

เทศกาลกินเจ ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน ตำนานที่ 1 ชาวจีนกินเจ เป็นการบำเพ็ญกุศลเพื่อรำลึกถึงวีรชน 9 คน ซึ่งเรียกว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งได้ต่อสู้กับชาวแมนจูอย่างกล้า หาญถึงแม้จะแพ้ก็ตาม ชาวบ้านได้พากันถือศีลกินเจนุ่งขาวห่มขาวเพราะเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะ ช่วยชำระจิตวิญญาณเกิดความเข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจ ตำนานที่ 2 เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อ สัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว ตำนานที่ 3 ผู้ถือศีลกินเจใน พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีลกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวร โพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์(หรือ “เก้าอ๊อง”)ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ ตำนานที่ 4 กินเจเพื่อเป็นการ บูชากษัตริย์เป๊ง “กษัตริย์เป๊ง” เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาต กรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยนซึ่ง เป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการ เมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำมา เผยแผ่อีกทอดหนึ่ง ตำนานที่ 5 1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัว โอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะ พ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจ บุญ ลีฮั้วก่าย คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทาน โรคเรื้อนมาขอพบ เศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็น มหรสพในช่วงกินเจด้วย เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไส จึงได้ศึกษาตำราการกินเจของ เศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธียกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ) ตำนานที่ 6 ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่า แม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินแต่อาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อ ซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียงถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาและต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็ง จึงขอตามนางไป เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระ โพธิสัตว์นั้น เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกทางกับหญิงสาวและได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วยแล้ววันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาว บริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีล กินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็ สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูก ชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่ม ขึ้น ตำนานที่ 7 การกินเจที่ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตไม่มี ประเพณีกินเจเหมือนที่อื่นแต่จะเรียกว่าประเพณีถือศีล กินผักตามภาษาถิ่นฮกเกี้ยนที่ว่าเจี๊ยะฉ่าย(食菜)ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อประมาณ 180ปีก่อนมีคณะงิ้วจากเมืองจีนมาเปิดการแสดงที่กะทู้นาน เป็นแรมปี แล้วบังเอิญช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้นคณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินผักและสร้าง ศาลเจ้าขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายสิ้น ชาวกะทู้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงปฏิบัติตาม และหลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ 2-3 ปี ผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับอยากได้พิธีกินผักที่สมบูรณ์ตามแบบประเพณีมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) ในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินผักในปัจจุบัน

ความหมายของ เจ คำว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า อุโบสถ ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่เนื่องจากการถือ อุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ แจมิได้แปลว่า อุโบสถ ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือ วลีที่ใช้อักษรแจ(เจ, 齋 / 斋 )เป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) ซึ่งเป็นศัพท์ของทางพุทธศาสนา ดูจะเป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา โป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒 ) แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีลแปด”ที่เรารูจักกันดี คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ใน วันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ อุโบสถศีล ” ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษร แจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ก็ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแล้ว อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์ การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบาย วัตรปฏิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆที่โรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจ ล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็น พิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเขาถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีล ไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น) ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี “ 齊 ” ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์ , เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุด ( 小 ) เข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ( 示 ) ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี แจ( 齋 ) จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือ การปฏิบัติบูชาถวายเทพยดา ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องกับ คำว่า “ 齋醮 ” ในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำว่า 供齋醮神 ที่แปลว่าการบำเพ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการะบูชาเทพยดา ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม ศัพท์ คำว่า ศีลแจ / 齋戒 ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฏิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบ จนลับขอบฟ้า ตลอดเดือนถือศีลอด แจในวัฒนธรรมดั่งเดิมของจีน ศัพท์ แจ พบในเอกสารจีนเก่าที่มีอายุกว่าสองพันปีหลายฉบับ เช่น 禮記 , 周易 , 易經 , 孟子 , 逸周書 (เอกสารที่อ้างนี้ปัจจุบันถือว่าเป็นคัมภีร์ในลัทธิหยู) เอกสารเหล่านั้นยังใช้อักษรตัวฉี(齊 )แต่เวลาอ่านออกเสียงกลับต้องอ่านออกเสียงว่า ไจ เช่น คำว่า ไจเจี๋ย / 齊潔 หรือ ไจเจี้ย / 齊戒 ซึ่งก็คือการออกเสียงแจในสำเนียงแต้จิ๋วนั่นเอง อักษรฉีในเอกสารนั้นนักอักษรศาสตร์ตีความว่าแท้จริงแล้วก็คืออักษรตัวแจหรือ ใช้แทนตัวแจ แจที่ว่านี้หาได้หมายถึงการงดกินของสดคาว หรือ การงดรับประทานอาหารหลังเที่ยง หากหมายถึงการชำระล้างร่างกาย สงบจิตใจ และสวมใส่เสื้อผ้าใหม่สะอาด เป็นการเตรียมกายและใจให้บริสุทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมสักการะบูชา ขอพร หรือแสดงความขอบคุณต่อเทพยดาแห่งสรวงสวรรค์ แจเพื่อการจำแนกความเคร่งครัดของภิกษุฝ่ายมหายาน ศีลของภิกษุฝ่ายมหายาน ในส่วนเกี่ยวกับการฉันของภิกษุแตกต่างจากฝ่ายเถรวาททั้งมีการจำแนกเป็นสองลักษณะตามสำนักศึกษาได้แก่ 1.เหล่าที่ถือมั่นในศีลวิกาลโภชน์และฉันอาหารเจ จะไม่ฉันอาหารหลังอาทิตย์เที่ยงวัน เรียก ถี่แจ /持齋 2.เหล่าที่ถือมั่นแต่การฉันอาหารเจ เรียกถี่สู่ /持素 ความหมายของ เจียะแจ เจียะแจ (食齋 ) เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะแถบลุ่มอารยะธรรม หลิ่งหนาน (領南)ในมณฑลกวางตุ้ง อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู ( 吃素 )ในภาษาจีนกลาง (สำเนียงปักกิ่ง) เจียะ ( 食 ) ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน แจ ( 齋 ) แปลว่า บริสุทธิ์ ( 清淨 ) ( อ้างตามปทานุกรมพุทธศาสนาฉบับ วัดฝอกวงซัน ,ไต้หวัน ) เจียะแจ หรือ ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ(ในลัทธิกินเจ) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม คำว่าเจียะแจนี้ชาวจีนฮกเกี้ยนทาง ปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออก ไปว่า เจียะไฉ่ (食菜) ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “กินผัก” แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น กินเจเพื่ออะไร? ผู้ที่กินเจอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้ 1.กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ใน สภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ 2.กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา 3.กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือด เนื้อผู้อื่นมาเป็นองเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามา ขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเรา สั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฎแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่าหันมารับประทานอาหาร เจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น ประโยชน์ การกินอาหารเจ นอกจากจะเป็นการถือศีลและรักษาประเพณีแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้ 1.ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมดทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็น ปกติ 2.เมื่อรับประทานเป็นประจำโลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลงทำให้อายุยืนยาวมีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส นัยน์ตาแจ่มใสไม่พร่ามัวร่างกายแข็งแรงรู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด มีสุขภาพพลานามัยดี 3.อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์ 4.ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้แก่ 1.สารเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารดีดีที 2.มลภาวะและก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ซึ่งแพร่กระจาย ปะปนไปในอากาศที่เราหายใจอยู่เป็นประจำและยังพบ ว่ามีปะปนอยู่ในแหล่งน้ำดื่มด้วย 3.กัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์และในการทำสงคราม สารอาหารในพืชผักช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่างๆ 5. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดาสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏโดยเฉพาะโรค ที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าส์ โรคเบาหวานฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ หลักธรรมในการกินเจ ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป” ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามรถมีชีวิตอยู่ได้ การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเองและดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ 1.ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน 2.ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน 3.ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้ เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบ คลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันคนเราย่อมไม่อาจจะ รู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่ การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้ 1.งดเว้นเนื้อสัตว์หรือทำอันตรายต่อสัตว์ 2.งดนม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์ 3.งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก 4.งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น ผักชี กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย รวมทั้งใบยาสูบ สิ่งเสพติด และของมึนเมา ต่างๆ 5.รักษาศีลห้า 6.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ 7.ทำบุญทำทาน 8.นุ่งขาวห่มขาว สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด เจ็ดวันอันควรงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ยังคงเข่นฆ่ากินเลือดกินเนื้อสัตว์ทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดควรหยุดคิดสักนิดให้เห็นถึงความสำคัญของวันทั้ง 7 ที่ควรงดเว้นเนื้อสัตว์เพื่อเป็นมงคลชีวิตสู่ความสำเร็จของตนเองและครอบครัว ถือเป็นมหากุศลและเมตตาธรรมสูงสุด กินเจในวันเกิดของตนเอง วันที่เราได้เกิดมามีชีวิตไม่ควรทำลายผู้อื่น สัตว์ทั้งหลายเมื่อถือกำเนิดมาบนโลกต่างก็อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปฆ่าผู้อื่นแล้วกินเลือดกินเนื้อเขาเพื่อฉลอง วันเกิดของตนเองซึ่งเป็นการตัดทอนอายุขัยของผู้อื่นให้สั้นลงแล้วจะหวังให้ ตนเองมีอายุยืนยาวได้อย่างไร กินเจในวันเกิดของลูกหลาน ใน วันเกิดของลูกหลานวันที่ชีวิตใหม่ถือกำเนิดผู้เป็นพ่อแม่ต่างชื่นชม ยินดีเป็นที่สุด ลูกของเราเรารักดังแก้วตาดวงใจยามลูกนอนก็คอยปัดเป่าพัดวีแม้แต่ยุง เหลือบ ริ้น ไร มิยอมให้ขบกัด สัตว์ทุกตัวก็รักลูกของเขาเช่นเดียวกับมนุษย์ ดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ ไม่มีแบ่งแยกว่าเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ลูกของใครใครก็รักเพราะฉะนั้นวันที่เราได้ลูกต่างสุดแสนดีใจแล้วทำไมจึงต้อง ทำให้ผู้อื่นเสียใจที่ลูกต้องตายจากไป กินเจในวันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส วันแต่งงานหรือวันมงคลสมรสเป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจะมีงานมงคลนี้เพียงครั้งเดียว ทุกคนเมื่อแต่งงานกันแล้วต่างก็อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนได้ครองรักกันไปจนแก่ เฒ่า คู่รักของใครต่างก็รักและหวงแหนไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำอันตราย สัตว์ก็มีคู่ชีวิตรู้จักรักและหวงแหนเช่นกัน หากวันที่เราได้คู่ชีวิตมาเคียงข้างกลับเป็นวันที่เราพรากชีวิตคู่ของผู้ อื่นมานั้นมันช่างไม่ยุติธรรมเลย ดังนั้นวันที่เราแต่งงานได้คู่ครองจึงไม่ควรพราดชีวิตสัตว์อื่น กินเจในวันงานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร ในโอกาสจัดงานเลี้ยงสังสรรค์รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตรทุกคนที่มาร่วม ชุมนุมต่างปลื้มปีติที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โอกาสที่น่ายินดีเช่นนี้เราไม่ควรใช้ชีวิตเลือดเนื้อของผู้อื่นมาเลี้ยงฉลอง เพราะขณะที่เราดีใจที่ฉลองด้วยเลือดเนื้อผู้อื่น แต่สัตว์ทั้งหลายต่างโศกเศร้าเสียใจที่ต้องตายจากกันไป หากจัดเลี้ยงเพื่อนฝูงด้วยอาหารพืชผักและผลไม้ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ ที่บังเกิดขึ้นแก่เพื่อนฝูงผู้มาร่วมงานซึ่งถือว่าเป็นความปีติยินดีให้แก่ ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง กินเจในวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ผู้ที่มีความกตัญญูที่แท้จริงไม่พึงกระทำอย่างยิ่งในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศ ให้แก่ผู้ที่เราเคารพรัก ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้นย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่หาก รู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย กินเจในงานทำบุญสร้างกุศลทุกโอกาส คนเรามีโอกาสประสบสิ่งดีๆ ในชีวิตมีโอกาสที่ได้สร้างบุญกุศลอยู่เสมอ เช่น วันขึ้นปีใหม่หรือวันทำบุญอื่นๆ การจัดงานทำบุญในวันเหล่านี้ทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ตนมีความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้ายิ่ง ให้มีชีวิตที่ดีได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป ฉะนั้นในงานสร้างบุญกุศลทุกงานจึงไม่สมควรเลี้ยงพระ เณร แขกเหรื่อและเพื่อนฝูงด้วยชีวิตและความตายของสัตว์ เพราะเหตุนี้ในโอกาลงานบุญงานกุศลที่เราทุกคนปรารถนาแต่ความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าอยู่เย็นเป็นสุขจึงไม่ควรสร้างบาปซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นต้อง ตาย กินเจในโอกาสขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในโอกาสที่ไป กราบไหว้สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม ทุกคนควรชำระล้างปาก ลิ้น ให้สะอาดด้วยการกินเจ กระทำตนให้สะอาดทั้งกายวาจาและจิตใจ เมื่อนั้นก็จะบังเกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง การถวายเครื่องสักการะอื่นใดแม้จะมีราคาแพงสักเท่าไรมันก็เป็นเพียงวัตถุ สิ่งของเท่านั้น ขอให้ทุกคนจงนำเอา “จิตใจอันดีงาม” ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คนออกมาถวายเป็นเครื่องสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์เบื้องบน จิตใจที่มีแต่ความบริสุทธิ์ดีงามของมนุษย์นี่แหละเป็นเครื่องสักการะอันล้ำ ค่าที่สุด เบ็ดเตล็ด สี ทำไมต้องใช้ธงสีเหลือง ตัวหนังสือสีแดง แต่งกายสีขาว? สีแดง เป็นสีที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นสีศิริมงคล ดังจะเห็นได้ว่าในงานมงคลต่างๆ ของคนจีนไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง วันตรุษจีน สีเหลือง เป็นสีสำหรับใช้ในราชวงศ์ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้เพียงคนสองกลุ่มเท่านั้น กลุ่มแรกคือกษัตริย์ซึ่งเห็นได้จากหนังจีน เครื่องแต่งกายและภาชนะต่างๆ เป็นสีเหลืองหรือทองซึ่งคนสามัญห้ามใช้เด็ดขาด กลุ่มที่สองคืออาจารย์ปราบผีถ้าท่านสังเกตในหนังผีจีนจะเห็นว่าเขาแต่งกาย และมียันต์สีเหลือง สีขาว ตามธรรมเนียมจีนสีขาวคือสีสำหรับการไว้ทุกข์ สีดำที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เป็นการรับวัฒนธรรมตะวันตก ถ้าท่านสังเกตในพิธีงานศพของจีนจะเห็นลูกหลานแต่งชุดสีขาวอยู่ สีซึ่งกล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถนำไปเชื่อมโยงในตำนานข้างต้นที่กล่าวมาได้ทั้งหมด เพื่อนเจ เพื่อนเจเราจะเรียกว่า แจอิ๊ว หมายถึงเพื่อนที่กินเจเวลาร้านค้าเรียกลูกค้าในวันนั้นจะเหมารวมคนที่ใส่ชุดขาวว่า แจอิ๊ว ทั้งหมด ถ้วยชาม หากเป็นสมัยก่อนถ้วยชามที่ใช้ในเทศกาลกินเจก็จะมีชุดใหม่ซึ่งไม่ปนกับชุด ที่ใช้อยู่ทุกวัน บางบ้านจะทำความสะอาดบ้านเพื่อต้อนรับเทศกาลกินเจ

แอบเม้าท์คุณหลาน

ตั้งแต่มีหลานมาสองปีกว่าวันๆ มีแต่เรื่องขำๆ ของเด็กยิ่งเริ่มพูดได้ยิ่งมีแต่คำขำๆ ทุกวันก็เลยขอเปิดหน้าเอาไว้เขียนเรื่องขำๆ ของหลานสักหน้าหนึ่งละกันนะคะ

  • เมื่อตอนณะโมว์เริ่มจะหัดพูดก็ชอบหยิบโทรมือถือแม่ขึ้นมาแนบหูจากนั้นก็เรียก "แม่" น้าก็จะแกล้งถามว่า "โมว์โทรหาให้" หลานจะบอกว่า "โทรหาแม่" น้าก็ถามว่า "แล้วแม่อยู่ไหน" หลานก็บอกว่า "นี่ไง" แล้วก็ชี้ไปที่แม่อ้าวแม่นั่งอยู่ตรงนี้จะโทรหาทำไมล่าาาาาา
  • วันนี้ได้ยินแม่ลูกคุยกัน แม่เขาถามโมว์ว่า โมว์ชื่อจริงว่าอะไร แม่เขาเพิ่งตั้งชื่อจริงให้ โมว์ตอบว่า "จิงโจ้" อ้าวไหงเป็นงั้นแม่ตั้งให้ว่า "จิรัฏ" ไม่ใช่เหรอ
  • โมว์น้องชื่ออะไร ชื่อน้องแอ้ อ้าวนั่นภาษาเมืองเรียกเด็กแบเบาะไม่ใช่เหรอ ทำเป็นรู้จักคำเมืองด้วย น้ายังเพิ่งรู้เลย ไม่เอาอะโมว์น้องชื่ออะไรบอกอีกทีซิ "ชื่อโดเรม่อน!" น้า---> แป่ว!!
  • กะว่าจะให้หลานช่วยทำมาหากินก็เลยสอนให้เล่นละครอย่างน้อยๆ ไปเล่นละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าๆ ก็ยังดี น้าก็จะบอกว่า "โมว์หัวเราะซิ โมว์ร้องไห้ซิ แล้วพูดว่า "แม่จ๋าหนูหลงป่า" น้าเห็นในละครเขาพูดแบบนี้ประจำโมว์ต้องหัดทำไว้
  • หลังๆ หลานชอบพูดว่า น้าดาวร้องไห้ซิ ยายร้องไห้ซิ วันๆ สั่งทั้งวันเราก็เริ่มงงๆ ว่าเอามาจากไหน จนนึกได้ว่า "เราสอนเองนี่หว่า" วันหลังแกล้งย้อนถาม "โมว์ร้องไห้ซิ" โมว์ตอบว่า "ไม่เป็น" น้า---> แป่ว!
  • เด็กวัยนี้มันช่างจำจริงๆ ถ้าจับอะไรที่เป็นไม้ยาวๆ เป็นอันต้องเอามาตีแล้วพูดว่า "ตีเปี๊ยะๆๆ แบมือมา" อ้าวคำพูดนี้ผู้ใหญ่เขาสั่งโมว์ไม่ใช่รึ
  • หลานตอนนี้มีคำประหลาดหลายคำเช่น "แม่เจ้า" "โอ้ว้าว" "ชิบ" "อุ๊ยหวานมากก" "ชื่นใจมากกก" คำเวอร์ๆ และอาหาร Over Acting นั้นมาจาก น้าดาวทั้งสิ้น อิอิ
  • คุณยายเมามันแต่กับละครน้ำเน่าตบตีกันในทีวี ณะโมว์นั่งดูตั้งแต่้เด็ก บอกให้เลิกดูละครน้ำเน่าแย่งผัวเมีย ฆ่าแกงกันทั้งนั้น จนโมว์โตขึ้นเวลาเจอละครน่ากลัวที่ฆ่าแกงกันโมว์จะบอกว่า "แม่น่ากลัวจังเลย" แม่บอกว่า "ไม่น่ากลัวหรอกลูก" โมว์ก็จะบอกว่า "น่ากลัวจริงๆ แม่ โอ๋โมว์หน่อย....ยายเปลี่ยนซี่" ยาย "หนูก็ไม่ต้องดูซิ" แหมเห็นไหมยาย หลานพัฒนาแล้วเขาไม่ดูละครน้ำเน่าแบบนี้แล้วนะยายยยยย
  • น้าเห็นณะโมว์มีกระโถนตั้งอยู่ในห้องเดินฉี่ได้สะดวกไม่ต้องเดินไปห้องน้ำให้เมื่อยเลยก็เลยขอฉี่กระโถนมั่ง โมว์บอกว่า "โมว์ฉี่คนเดียวไม่ให้น้าฉี่" พร้อมทำท่าเบ่งอึแล้วบอกว่า "น้าดาวโมว์อึๆๆๆ" ดูมันกั๊กกกกก
  • คุณหลานหมุนตัวไปมาจนหกล้ม คุณน้าดาวก็รีบหัวเราะเยาะทันที แต่คุณหลานรู้ทันรีบชิงพูดตัดหน้าน้าเลยว่า "สมน้ำหน้า" แหมไม่รู้ทันเชียวนะว่าน้าจะต้องพูดแบบเนี๊ย

มาให้ถึงเชียงใหม่ต้องขึ้นไปไหว้ครูบาศรีวิชัยที่ตีนดอยนะจ๊ะ

  • ใครๆ มาเชียงใหม่ก็ต้องแวะมาไหว้ครูบาศรีวิชัย แล้วก็ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพกัน ครอบครัวเราเวลาใครมาหาก็จะพาไปไหว้ครูบาฯ ประจำเพราะบางทีไปมืดๆ ขึ้นไปบนดอยสุเทพไม่ค่อยสะดวกนัก
  • รูปปั้นครูบาศรีวิชัยมีให้เห็นในวัดต่างๆ ทั่วเชียงใหม่

มองวิวเมืองเชียงใหม่@คอนโดชมดอย เชียงใหม่

เมื่อวันที่่่พาอาอึ่งมาจากอเมริกามาเยี่ยมพาไปเที่ยวหลายที่เลย พอเย็นๆ แวะไปหาอาม่ากับอากงของณะโมว์ที่คอนโดชมดอย พี่เดียร์ซื้อเอาไว้หนึ่งห้องที่ตึกกลมเป็นเพนท์เฮ้าส์มีสองชั้นมีสองห้องนอน มีห้องนั่งเล่น ห้องน้ำสองห้องตอนนี้กำลังตกแต่งอยู่ ก็เลยถ่ายวิวมุมสูงของเมืองเชียงใหม่ในตอนกลางวันที่ไม่ค่อยจะได้มีโอกาสนักเพราะไปทีไรก็มืดแล้วทุกที
  • ถ่ายจากห้องอาม่าชั้น 12
  • วันนี้เมฆสวยมากๆๆ ฟ้าก็ใส
  • ภาพนี้ถ่ายจากห้องพี่เดียร์
  • เวลามาทีไรชอบมองขึ้นไปด้านบนอยากถ่ายรูปมากวันนี้ได้โอกาสฟ้าสวยอีกต่างหากแม้แต่กล้องคอมเพคธรรมดาก็ถ่ายได้แจ่ม
  • ตึกกลมมองเห็นวิวได้ทุุกห้อง