ไส้ติ่งมีไว้ทำอะไร

“ไส้ติ่ง” มีไว้ทำอะไร / เอมอร คชเสนี ไส้ติ่ง คือส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ยื่นออกมาเป็นติ่งอยู่ตรงบริเวณด้านขวาล่าง มีขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ยาวตั้งแต่ 2-20 เซนติเมตร มีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ แต่เดิมนั้นเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าไส้ติ่งทำหน้าที่อะไร มีประโยชน์หรือไม่ หลายคนคิดว่าไส้ติ่งเป็นส่วนเกินของร่างกาย เมื่อมีเหตุให้ต้องผ่าตัดช่องท้อง จึงผ่าไส้ติ่งทิ้งไปด้วย เพราะเกรงว่าไส้ติ่งจะสร้างปัญหาหากกลายเป็นไส้ติ่งอักเสบขึ้นมา แต่มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าไส้ติ่งนั้นมีประโยชน์ค่ะ
ไส้ติ่งมีไว้ทำอะไร นักวิทยาศาสตร์อเมริกันจากมหาวิทยาลัย Duke ค้นพบว่าไส้ติ่งมีหน้าที่สร้างและปกป้องเชื้อจุลินทรีย์ในช่องท้องของคนเรา จุลินทรีย์ที่ว่านี้ช่วยในระบบการย่อยอาหาร นอกจากนี้ไส้ติ่งยังทำหน้าที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่ถูกเชื้อโรคอหิวาต์หรือเชื้อโรคบิดเล่นงาน ศาสตราจารย์ Bill Parker แห่งมหาวิทยาลัย Duke อธิบายว่า ไส้ติ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนที่หลบภัยและโรงงานผลิตแบคทีเรียที่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของไส้ติ่งจะลดน้อยลงมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากมีโอกาสเกิดโรคอหิวาต์หรือโรคบิดน้อยมาก แต่สำหรับในประเทศด้อยพัฒนา ไส้ติ่งยังคงมีประโยชน์กับประชากรในประเทศเหล่านั้นอยู่ รายงานบอกด้วยว่าในประเทศด้อยพัฒนานั้นมีอัตราการเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบน้อยมากเมื่อเทียบกับในสหรัฐ ทฤษฎีเรื่องประโยชน์ของไส้ติ่งนี้บันทึกไว้ในเว็บไซต์ของนิตยสาร Scientific นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยครั้งนี้หลายคนแสดงความเห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับไส้ติ่งนี้มีความเป็นไปได้ และเป็นงานวิจัยที่อธิบายหน้าที่ของไส้ติ่งได้อย่างมีเหตุมีผลมากที่สุด อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าแม้ไส้ติ่งจะมีประโยชน์ แต่เมื่อติดเชื้อจนมีอาการไส้ติ่งอักเสบ ก็จำเป็นต้องผ่าตัดออก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจถึงแก่ชีวิตได้ ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 300-400 คน
ไส้ติ่งอักเสบ
รู้จักหน้าที่ของไส้ติ่งกันแล้ว มารู้จักโรคไส้ติ่งอักเสบกันบ้างค่ะ ไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคปวดท้องแบบเฉียบพลันที่พบมากที่สุด มักพบในวัยหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 30 ปี สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบ เกิดจากการอุดตันของไส้ติ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเม็ดฝรั่งตามความเชื่อแต่โบราณ ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากเศษอุจจาระที่แข็งตัว มีบ้างที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอม พยาธิ หรือก้อนเนื้องอก ทำให้ไส้ติ่งเกิดการอุดตัน และติดเชื้ออักเสบขึ้น อาการของไส้ติ่งอักเสบ โดยทั่วไปจะมีอาการปวดท้อง บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ อาจปวดรอบสะดือก่อน อาจปวดเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักปวดตลอดเวลา หลังจากนั้นอาการปวดจะเริ่มย้ายไปที่ท้องน้อยด้านขวา และปวดตลอดเวลาเช่นกัน อาจมีไข้ต่ำๆ มักไม่เกิน 38.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการไม่เหมือนดังที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไส้ติ่ง เช่น อาจปวดท้องด้านขวาบนหรือตรงกลางก็ได้ถ้าปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หากยังไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเพิ่มมากขึ้น ไข้อาจสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส อาจมีอาการปวดมากทั้งด้านซ้ายและขวา กดเจ็บบริเวณที่ปวด และปวดมากเวลาเคลื่อนไหวจนต้องนอนนิ่งๆ ซึ่งนั่นหมายถึงไส้ติ่งเริ่มติดเชื้อรุนแรง เน่า และแตก หรือกลายเป็นฝี โดยทั่วไประยะเวลาตั้งแต่เริ่มปวดจนไส้ติ่งแตก มักไม่เกิน 3 วัน การรักษาไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไส้ติ่งกลายเป็นฝีในท้องต้องผ่าตัดออก หรือไส้ติ่งแตกมีหนองออกมาภายในช่องท้อง ทำให้เสียชีวิตได้ การรักษาไส้ติ่งอักเสบไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ทำได้โดยการผ่าตัด ในรายที่ไส้ติ่งแตก แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย อาการปวดท้องในระยะแรกไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือโรคอื่นๆ ก็ตาม จะแยกโรคได้ยาก ต้องใช้การสังเกตอาการ ดังนั้น ในกรณีที่เริ่มปวดท้องโดยที่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร อย่าเพิ่งกินยาแก้ปวด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน เพราะการกินยาแก้ปวดจะทำให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคลำบาก เนื่องจากยาจะบดบังอาการปวด โดยเฉพาะหากปวดท้องมากติดต่อกันนานกว่า 6 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่เป็นไส้ติ่งอักเสบ ก็มักเป็นอาการร้ายแรงอื่นๆ เสมอ ที่มา: เว็บเมเนเจอร์

fish Spa ในเชียงใหม่

  • เมื่อวานหลังจากที่ไปกินอาหารเวียดนามที่ร้านมาดามเอี่ยนแล้วก็แวะไปลองสปาปลาตรงกาดแสงตะวัน ใกล้ๆ ไนท์บาซ่าร์ จริงๆ เราไปกันตั้งแต่เมื่อวานตอนกลางคืนแต่เขาปิดเพราะท่อเสียก็เลยจองเขาไว้ 8 ที่ แม่สิกับป๊าเคยมาลองแล้วก็เลยมาเล่าให้เฮียเป้งฟัง จริงๆ แล้วได้ข่าวจากเพื่อนโกมะลิวัลย์ีที่เปิดร้านอยู่ด้านล่างว่าเขาให้เราลองฟรีถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น เราก็เลยรีบไปลองแต่ไปหลังคนอื่นเพราะเขามากันตั้งแต่สองทุ่มเราเพิ่งกินอาหารเวียดนามเสร็จก็รีบมา
  • แต่เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะมันจั๊กกะจี๋ ขนาดนวดฝ่าเท้ายังไม่ชอบเลย แต่ทุกคนในครอบครัวชอบกันใหญ่ บอกให้เราเอาเท้าแช่ไว้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเพราะตอนที่เขามากันแรกๆ นั้นก็ยกเท้าขึ้นลงกันหลายรอบจนชินแล้วจะสนุก โดยเฉพาะแม่แทบไม่ยอมกลับเลย
  • ก่อนที่เราจะทำสปาจะมีพนักงานล้างเท้าให้ เราต้องเอาสร้อยข้อเท้าออกด้วย จากนั้นก็นั่งหย่อยเท้าลงไปบ่อที่มีปลาตัวเล็กๆ ยุบยับไปหมดอเ ปลาก็จะเริ่มมาตอดมากขึ้นเรื่อยๆ ปลาจะตอดเอาขี้ไคล แบคทีเีรีย เชื้อราต่างๆ จากเท้าเราไป สังเกตได้เลยว่าพอยกเท้าขึ้นเท้าจะขาวสะอาดขึ้นทันตา

  • Doctor fish

อัจฉริยะปลาในบ่อน้ำร้อนแห่งประเทศตุรกี สามารถบรรเทาอาการโรคผิวหนังร้ายแรงที่ปัจจุบันยังไม่มียาสมัยใหม่รักษาให้ หายขาดได้ ปลาที่ว่านี้เป็นปลาในครอบครัว ปลาคาร์พและมินโน (minnow and carp family) ชื่อว่า การา รูฟา (Garra rufa) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืด ขนาดความยาวอาจยาวถึงประมาณ 10 เซนติเมตร อาศัยอยู่ในบ่อน้ำร้อน Kangals ของรีสอร์ทแห่งหนึ่งในประเทศตุรกี และบางครั้ง doctor fish ก็อาจจะหมายถึง ปลา Cyprinion macrostomus ได้เช่นเดียวกัน โดยปกติปลาการา รูฟานี้จะว่ายวนอยู่บริเวณท้องน้ำ หา algae (จำพวกแพลงตอน หรือเห็ดราเล็กๆ) ใต้น้ำกินเป็นอาหาร ด้วยอุณหภูมิน้ำในบ่อน้ำพุอยู่ที่ระดับ 35 องศาเซลเซียส อาหารอื่นๆสำหรับปลาจึงมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อเทียบกับหนองน้ำเย็นโดยทั่วไป แต่เนื่องจากว่า คนเรานี้เองนิยมชมชอบกับการอาบน้ำแร่ แช่น้ำอุ่น จึงเป็นโชคดีของเหล่าปลาผู้หิวโหยได้แทะเล็มผิวหนัง (เซลล์ที่ตายแล้วหรือขี้ไคล) ของเหล่าผู้ที่ไปอาบน้ำกินเป็นอาหาร ในปีนี้มีผู้คนหลายพันคน ที่มาเยี่ยมเยือนบ่อสปาน้ำร้อนแห่งนี้ หวังเพียงเพื่อให้เจ้าปลามารุมแทะเล็มเพื่อเป็นการผ่อนคลาย นอกจากนี้ ผู้มาใช้บริการเจ้าปลาพวกนี้ยังรวมถึง ผู้ที่เป็นโรคผิวหนัง อาทิ psoriasis (โรคผิวหนังที่ผิวหนังชั้นนอกหลุดร่วงออกแล้วทิ้งรอยจ้ำสีแดงไว้บนผิวหนัง) ซึ่งยังไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปีที่แล้ว นาย Martin Grassberger และนาย Werner Hoch จาก medical Uinversity of Vienna ประเทศออสเตรีย ได้ทำการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบรรเทาอาการโรคผิวหนังของปลาชนิดนี้ พบว่า ปลาเหล่านี้ทำงานร่วมกับรังสี UV ในการรักษา โดยการรักษานี้สามารถบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคผิวหนังชนิดนี้ได้นานถึง 8 เดือน เมื่อปลากัดกินผิวหนัง ที่เป็นเกล็ด ขุย อันเนื่องมาจากอาการของโรค ของผู้ป่วยออกไป เป็นการเปิดโอกาสให้ผิวหนังได้สัมผัสกับรังสี UV ในระดับที่ลึกลงไป ทำให้ผิวหนังมีพัฒนาการเติบโดได้ดีขึ้นการรักษาด้วยวิธีนี้จึงได้ชื่อว่า ichthyotherapy แปลตามตัวว่า “การบำบัดด้วยปลา” (ikhthus เป็นภาษากรีก แปลว่า ปลา) แปลกไปยิ่งกว่า การรักษาและเปลี่ยนโลหิตด้วยปลิง หรือหนอน ที่เราอาจเคยได้ยินกันมาบ้างเสียอีก

  • มาเที่ยวเชียงใหม่อย่าลืมมาลองสปาปลาที่กาดแสงตะวันนะคะ อยู่ใกล้กับไนท์บาซาร์ ด้านล่างมีร้านกาแฟนั่งเล่นชิลชิลด้วยคะ
  • ประวัติของปลา

    ปลาบำบัดมีถิ่นกำเนิดแถบลุ่มแม่น้ำ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกกลาง ได้แก่ ตุรกี ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ปากีสถาน ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ( Cyprinion macrostomus ) หรือชื่ออื่นๆ เช่น doctor fish , nibble fish , kangal fish และ redish log sucker แต่ชื่อที่เป็นที่รู้จักกันได้แก่ Gara rufa การารูฟา มีพฤติกรรมที่เป็น เอกลักษณ์ คือการเกาะและตอดในลักษณะ สั่นแบบช็อตไฟฟ้า spark vibration ทำหน้าที่ ดูดเซลที่ตาย แบททีเรียและเชื้อราที่ก่อให้เกิดกลิ่นเท้า อีกทั้ง ปลาการารูฟา ยังปล่อย enzyme diathanol ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นผิวให้เกิดเซลใหม่ ซ่อมแซมเซลผิวเก่าที่สึกหรอ ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื่นขึ้น การารูฟา มีอายุประมาณ 6 ปี ความยาวเต็มที่ประมาณ 7 cm. ในทางการแพทย์ ถือว่าการใช้ปลา การารูฟาบำบัดเป็นวิธีการ ธรรมชาติบำบัดที่ได้ผลดีที่สุดทางหนึ่ง

ราดหน้าเส้นหมี่ข้าวกล้องเจ

  • เมื่อวานวันพระ มื้อกลางวันทำมักกะโรนีผัดกระเพราเจกินกันจนเกลี้ยง ตอนเย็นอยากกินราดหน้าเจเพราะผักต่างๆ เหลือจากมื้อกลางวัน ดาวเอาเส้นหมี่ข้าวกล้องแช่น้ำสักพักก็เอามาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อยเติมซีอิ๊วดำกับซีอิ๊วขาวลงไปผัดให้มันเกรียมๆ ใช้กระทะเทฟล่อนมันไม่ติดกระทะดี พอเส้นเกรียมแล้วก็พักเอาไว้ก่อน
  • ใช้กระทะเดิมประหยัดดีเทน้ำใส่ลงไปกะให้พอดีกับเส้น พอน้ำเริ่มเดือดดาวใส่คนอร์รสเห็ดหอมลงไปครึ่งก้อนพอให้ได้รส จากนั้นใส่เต้าเจี้ยวพอดีมีมิโซะก็เลยใส่ลงไปหลายช้อนโต๊ะเพราะชอบ ปรุงให้ออกเค็มๆ ถ้าเค็มไม่พอจะเติมซีอิ๊วขาวก็ได้ เติมน้ำตาลตัดรสลงไปสักหน่อย
  • พอน้ำเริ่มเดือดก็ใส่ผักต่างๆ ตามชอบลงไป ดาวใส่คะน้าฮ่องกง เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดหูหนูดำ ข้าวโพดอ่อน แครอทช่วยให้มีสีสรร คนผักไปเรื่อยๆ จนผักเริ่มสุกก็ละลายแป้งมันใส่น้ำเล็กน้อยเทลงไปคนให้เข้ากัน รอจนเดือดอีกครั้งก็ปิดไฟ
  • เตรียมจานก้นลึกสักหน่อยหรือจะเป็นชาม ใส่เส้นลงไปถ้าชอบทานผักก็ใส่เส้นน้อยๆ ใส่ผักเยอะๆ โรยพริกไทก่อนทานจะยิ่งเพิ่มความหอมอร่อย
  • เราทำพริกน้ำส้มใช้พริกหนุ่มหั่นเป็นแว่นๆ ใส่ในน้ำส้มสายชูแบบนี้จะเข้ากับราดหน้ามากกว่าพริกดำ เวลากินโดนพริกมันจะเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ ดี ลองทำทานดูนะคะถ้าหาคะน้าฮ่องกงได้จะยิ่งอร่อยมากคะ เน้นกินแต่คะน้ายิ่งอร่อย
ป.ล. เมนูเจอย่าลืมงดกระเทียมนะคะ และเวลาล้างผักคะน้าควรล้างหลายๆ ครั้งเพราะยาฆ่าแมลงเยอะคะ

ผัดมักกะโรนีน้ำพริกเผากุ้ง

  • เมนูนี้ทำเมื่ออาทิตย์ที่แล้วแต่ลืมนึกว่าเอามาอัพแล้วเสียอีก พอดีไปรื้อๆ ดูพวกบรรดาเส้นๆ มาัทยอยทำให้หมดเพราะมอดเริ่มจะขึ้นแล้ว จานนี้เป็นผัดมักกะโรนีน้ำพริกเผากุ้งลองผัดแบบเผ็ดๆ บ้างแต่ที่บ้านไม่ค่อยชอบ ชอบแบบดั้งเดิมมากกว่า
  • จานนี้จริงๆ ผัดให้ณะโมว์กิน พี่เดียร์ชอบมากเป็นผัดแบบดั้งเดิม แต่เราใส่ผักกาดแก้วหั่นใส่ลงไปผัดตอนท้ายๆ ผักจะยังกรอบๆ ไม่เละมากคะ
  • เห็นแล้วอยากทำกินอีก ครั้งนี้ใส่แต่ซอสมะเขือเทศไม่ได้ใส่ซอสพริกเพราะเป็นเมนูสำหรับเด็ก
  • กุ้งแชบ๊วยขนาดไม่ใใหญ่มากนักกิโลละ 180 บาท เมื่อคราวที่แล้วกิโลละ 240 บาท เลือกที่มีมันเยอะๆ แกะแล้วเก็บมันตรงหัวเอาไว้อร่อยดีนักละ
  • เครื่องเคาต่างๆ ครบครันแต่ลืมซื้อมะเขือเทศซะงั้น
  • ลวกแล้วคลุกน้ำมันมะกอกเอาไว้ลวกได้ชามใหญ่มากกกก ทำหลายมื้อกว่าจะหมด
  • ผัดก็ไม่ได้แปลกประหลาดเหมือนที่เคยเขียนไว้แล้ว แต่เราจะใส่น้ำพริกเผาลงผัด ไม่ได้ใส่ซอสมะเขือเทศ หรือใครชอบจะใส่ก็ได้ พอดีเราพยายามจะหามันกุ้งเป็นขวดๆ มาใส่ด้วยแต่หาไม่เจอก็เลยอดอร่อยครบสูตรไป ถ้าใครมีใส่ลงไปด้วยจะอร่อยมากคะ

ผัดมักกะโรนีกระเพราเจ

  • เมื่อวานเป็นวันพระ เรากต้องหาเมนูเจมาทำทานเพราะเบื่ออาหารที่ร้านอาหารเจมีแต่กะทิ พอดีมักกะโรนียังเหลือ ก็เลยเอามาผัดกระเพราเจเสียเลย
  • ไปจ่ายตลาดมา ซื้อเห็ดหอมสดหน้าเซเว่น 20 บาท เห็ดนางฟ้า 20 บาท เห็ดหูหนู 10 บาท ข้าวโพดอ่อน 5 บาท แครอท 7 บาท พริกและกระเพราอย่างละ 5 บาท
  • หั่นผักต่างๆ แบ่งเอามาใช้แค่ครึ่งเดียว พอดีมีพริกหวานก็หั่นใส่ด้วย
  • เราลองผัดแบบร้านอาหารตามสั่งเคยแอบดูเขาหนหนึ่ง เขาเอาเส้นกับผักต่างๆ ใส่ภาชนะรวมถึงพวกซอสต่างๆ จากนั้นเขาก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วก็เททุกอย่างลงผัดเลย เราก็เลยเอาบ้าง ปรุงรสด้วยคนอร์เห็ดหอมเจ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลผัดจนแห้ง (มันมีน้ำออกมาจากผักต่างๆ) ใส่กระเพราลงผัดให้เข้ากันสักพักก็ปิดไฟเทใส่จานเตรียมตัวอร่อย แค่นี้ก็เสร็จแล้วคะ

ไหว้อากงอาม่า ปี 2552

“เชียงดา” ผักฆ่าน้ำตาล ช่วยรักษา “เบาหวาน”

สำหรับคนที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งมนต์เมืองเหนือ และพอจะเคยผ่านหูเพลง “ของกิ๋นบ้านเฮา” ของตำนานโฟล์กซองคำเมืองอย่าง “จรัล มโนเพ็ชร” มาบ้าง อาจจะพอจำท่อนที่บรรยายถึง “อาหารเมือง” อันหลากหลาย รวมถึงวัตถุดิบชนิดผักที่มีชื่อแปลกๆ ไม่คุ้นหู ในท่อนที่ร้องว่า “...แก๋งผักเซี่ยงดา ใส่ปล๋าแห้งตวยเน่อเจ้า แก๋งบอนแก๋งตุน กับแก๋งหยวกกล้วย. ต้ำบะหนุนยำเตา ส้าบะเขือผ่อย แก๋งเห็ดแก๋งหอย ก้อยปล๋าดุกอุย” คงกำลังงงว่า เจ้าผัก “เซี่ยงดา” ที่ จรัล ร้องเอาไว้นี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร และมีสรรพคุณประโยชน์อะไรอย่างไรบ้าง
เชียงดา
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้บอกเล่าสรรพคุณที่หลากหลายของเจ้าผักพื้นบ้านชื่อแปลกชนิดนี้ว่า “เซี่ยงดา หรือ เซ่งดา” ในภาษาเมืองของภาคเหนือ มันคือผัก “เชียงดา” หรือ “จินดา” ในภาคกลาง ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็น “ผักว้น” ,“ม้วนไก่” หรือ “ผักเซ็ง” เป็นพืชในวงศ์ ASCLEPIADACEAE มีลักษณะเป็นไม้เถา น้ำยางใส ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ สีเหลืองอมส้ม ผลรูปหอก มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือในภาษาฮินดู “Gurmar” คำๆ นี้แปลตรงตัวว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล” “เชียงดาจะมีรสขมนิดๆ ชนิดที่เกิดในป่าจะขมกว่าชนิดที่นำมาปลูกในบ้านเป็นผักเพื่อบริโภค หากลองเด็ดใบแก่สักหน่อยมาเคี้ยวกินดู แล้วหลังจากนั้นกินน้ำตาลทรายเข้าไป มันจะไม่หวานเหมือนกินน้ำตาล แต่มันจะเหมือนกินทราย รสของเชียงดาจะทำให้น้ำตาลไร้รสชาติ และรสของมันจะติดลิ้นค่อนข้างนาน พาลทำให้คนที่เคี้ยวไม่อยากอาหารไปเลย” หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวต่อไปอีกว่า ผักเชียงดาถูกใช้เป็นยารักษาเบาหวานในอินเดียและประเทศในแถบเอเชียมานานกว่า 2000 ปีแล้ว มีสารสำคัญคือ gymnemic acid ซึ่งสกัดมาจากรากและใบของผักเชียงดา มีรูปร่างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงไปจับเซลล์รีเซพเตอร์ในลำไส้ ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล The U.S. National Library of Medicine (NLM) and the National Institutes of Health (NIH) พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ว่าผักเชียงดา สามารถที่จะช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิด พึ่งอินซูลิน(type 1) และไม่พึ่งอินซูล(type 2)ได้ เมื่อให้ร่วมกันอินซูลิน และยารักษาเบาหวานอื่นๆ และยังมีรายงานว่ามีบางรายใช้ผักเชียงดาตัวเดียวในการคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องบอกให้แพทย์ทราบเมื่อกินผักเชียงดาช่วยคุมเบาหวานเพื่อที่จะลดอินซูลินและยาลง
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
“นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าผักเชียงดามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดมาตั้งแต่ปี 1926 และในปี 1981 มีการยืนยันผลการลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปริมาณอินซูลินในสัตว์ทดลองและในคนที่เป็นอาสามัครที่แข็งแรง พบว่าผักเชียงดาไปฟื้นฟูเบต้าเซลของตับอ่อน (อวัยวะที่สร้างอินซูลิน) ทำให้ผักเชียงดาสามารถช่วยคุมน้ำตาลได้ในคนเป็นเบาหวานทั้งชนิด type 1และ type 2 และตั้งแต่ในปี 1990 เป็นต้นมามีการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบประสิทธิภาพ กลไกออกฤทธิ์ ในการลดน้ำตาลในเลือดและมีการศึกษาความเป็นพิษอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การศึกษา ในมหาวิทยาลัยมัทราส ในประเทศอินเดียศึกษาผลของผักเชียงดาในหนูโดยให้สารพิษที่ทำลายเซลเบต้าในตับอ่อนของหนู พบว่าหนูที่ได้รับผักเชียงดาทั้งในรูปของผงแห้งและสารสกัดมีระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาเป็นปกติภายใน 20-60 วันระดับอินซูลินกลับมาเป็นปกติ และจำนวนของเบต้าเซลเพิ่มขึ้น” สำหรับภูมิภาคบ้านเรา เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรายนี้ให้ข้อมูลว่า ในกลุ่มหมอกลางบ้านไทยใหญ่มีตำราระบุถึง “ผักว้น” หรือเชียงดาว่าเป็น “ยาแก้หลวง” คือ เป็นยาที่ใช้แก้ได้หลายอาการ รักษาได้หลายโรค มีสรรพคุณคล้ายฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ แก้แพ้ แก้เบาหวาน หน้าแล้งจะขุดรากมาทำยา หน้าฝนจะใช้เถาและใบ โดยสับตากแห้งบดชงเป็นชาดื่ม นอกจากนี้ยังใช้แก้แพ้ กินของผิด ฉีดยาผิด เวียนศรีษะแก้ไข้สันนิบาต (ชักกระตุก) หรือเมื่อเกิดอาการคิดมาก มีอาการหย่องคือมีอาการจิตฟั่นเฟือน นอกจากนี้ คนไทยใหญ่ยังใช้ผักเชียงดายังใช้รักษาอาการท้องผูกโดยจะแกงผักเชียงดา รวมกับผักตำลังและยอดชะอมกิน นิยมกินในหน้าร้อน เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกาย “ทราบว่า ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจผักเชียงดาของไทยเป็นอย่างมากและได้นำเข้าใบและยอดอ่อนของผักเชียงดาจากประเทศไทยนำไปผลิตเป็นชาชงสมุนไพร (Herbal tea) ใช้ชงดื่มเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนในเมืองไทยขณะนี้ทางอภัยภูเบศรพยายามรณรงค์ให้ปลูก และนำมาทำอาหารรับประทานกันในครัวเรือน ซึ่งปกติทางเหนือก็จะทำรับประทานกันอยู่แล้ว และมีปลูกกันมากด้วย ที่ปลูกมากและรับประทานมากอีกที่หนึ่งคือที่จังหวัดเลย แต่ทางภาคกลางและภาคอื่นๆ อาจจะไม่ค่อยรู้จัก เราก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้ความรู้อยู่ เพราะจากการศึกษาข้อมูลแล้วพบว่าผักเชียงดาเป็นผักที่มีประโยชน์มากจริงๆ” อ่านถึงตรงนี้ผู้รักสุขภาพที่เป็นคอสมุนไพร หรือผู้ป่วยเบาหวานที่อยากหลีกเลี่ยงการใช้ยาแผนปัจจุบันหลายคนคงอยากจะได้ “เชียงดา” มาครอบครองเพื่อปลูกไว้ในสวนหลังบ้านกันแล้ว งานนี้พลาดไม่ได้ เพราะโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอยากรณรงค์ให้ปลูกพืชมีประโยชน์ชนิดนี้กันมากๆ จึงได้หอบหิ้ว “กล้าเชียงดา” มาแจกในงานมหกรรมสมุนไพรที่จะจัดขึ้นที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-6 กันยายนนี้ มาแจกกันฟรีๆ วันละ 300 ต้น ...สมุนไพรดีๆ แบบนี้ ไม่เอามาปลูกไม่ได้ซะแล้ว ที่มา: เว็บเมเนเจอร์

วันเกิดณะโมว์ 2 ขวบและไหว้พระพิฆเณศร

  • เช้าวันอาทิตย์ที่ 23 ตื่นเช้าพาณะโมว์ไปใ่ส่บาตรกับพี่เดียร์ หลานเป็นเด็กที่ตื่นง่ายไม่งี่เง่า (เหมือนน้าตอนเด็ก) ตอนเด็กๆ ตั้งแต่จำความได้อาจะเตรียมของใส่บาตรเอาไว้ให้แล้วก็เดินมารับที่บ้านพาไปใส่บาตรที่หน้าปากซอยทำแบบนี้ทุกปีตั้งแต่จำความได้ พอโตหน่อยก็อาจจะไปทำบุญใกล้ๆ โดยอาอึ่งจะขับรถพากันไป เรามีหน้าที่ตื่นแต่เช้าอากลัวหลานไม่ตื่นก็ต้องโทรมาหาปลุกตั้งแต่ไก่โห่ ด้วยพี่น้องสามคนเกิดเดือนเดียวกันหมด เรากับพี่เดียร์เกิดวันออกพรรษา ส่วนเดือนเกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกัน พอถึงใกล้วันเกิดอาจะคอยถามตลอดว่าจะไปใส่บาตรทำบุญที่วัดไหน เรียกได้ว่าตื่นเต้นกว่าหลาน หลังๆ เดินทางไปมากรุงเทพ- เชียงใหม่ ปีไหนวันเกิดอยู่บ้านที่กรุงเทพคุณอาจะต้องพาไปใส่บาตรที่วัด ถวายสังฆทาน พาไปคุยกับพระจนพระที่วัดรู้จักกันดีทั้งตระกูล ทำบุญเสร็จก็พาไปกินข้าวแล้วให้ซอง อิอิ ทำแบบนี้ตั้งแต่จำความได้จนจะสี่สิบอยู่แล้วก็ยังเป็นแบบนี้เรื่อยไป
  • ดีใจที่ณะโมว์โตที่จะไปใส่บาตรได้แล้ว และชอบไปวัดไหว้พระเพราะแม่เขาพาไหว้พระทุกเช้าก่อนลงไปที่ร้าน เขาจะเห็นแม่เขาสวดมนต์ตั้งแต่เล็กๆ ยิ่งได้ไปเที่ยววัดไปไหว้พระยิ่งชอบมาก ไม่งอแงไม่ร้องไห้เลย
  • เราพาหลานไปใ่ส่บาตรก็เดินผ่านศาลเจ้าก็พาไปไหว้เจ้า โมว์ชอบมากไปถึงต้องไปหยิบเซียมซีมาเขย่า แล้วให้เลขเด็ดน้า แฮะๆๆ จากนั้นก็เดินกลับบ้านคุณน้าก็ไปนอนต่อตื่นมาตั้งเก้าโมงกว่า ข้างร้านเดินมาตามเพราะพราหมณ์มาทำพิธีคเณศจตุรถี คือวันที่เขาจะไหว้ก่อนวันเกิดพระพิฆเณศร (ขึ้น 3 ค่ำเดือน 9) ซึ่งวันเกิดจริงๆ คือ ขึ้น 4 ค่ำเดือน 10 เรารีบแต่งตัวไปทำพิธี ณะโมว์เดินตามมาวิ่งวุ่นวายเล็กน้อยแต่ก็ไม่ค่อยซนมากนัก คือน้อยกว่าปกติจนทำพิธีเสร็จ
  • โมว์เพิ่งเห็นว่าที่หน้าผากตัวเองมีอะไรติดอยู่ พยายามจะแกะออก
  • ทำยังไงก็ไม่ออก
  • มันคืออะไรว๊า
  • ทำไงดีมันไม่ออกจริงๆ นะ
  • โมว์เจิมก่อนแต่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองมี พอน้าเจิมโมว์เห็นก็ถามว่า น้าดาวเป็นอะไร คนอื่นเขาก็เลยหัวเราะบอกว่าตัวเองก็มี
  • เห็นไหมณะโมว์ก็มีเหมือนกัน
  • ปีนี้ไม่ได้เอาพระพิฆเณศของที่ร้านกับของเรามาร่วม แต่ไหว้ที่ร้านกับที่ห้องเราแล้ว เอาไว้วันเกิดท่านจะไหว้ครั้งใหญ่
  • วันนี้เขาให้นำพระพิฆเณศรมาสรงน้ำ และขอพร
  • ณะโมว์ถ่ายกับพี่ยีนส์
  • ก่อนหน้านี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฝันว่าเข้าร่วมพิธีอะไรสักอย่างสถานที่มีแต่สีเหลืองไปหมดแต่ความรู้สึกเหมือนอยู่ในร้าน แว่บหนึ่งเห็นเทพตอนนั้นนึกไม่ออกว่าเทพองค์ใด แต่ไม่ใช่พระพิฆเณศร ตื่นขึ้นมาก็พยายามตีหวยว่าเลขอะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็ฝันว่าได้คุยกับพระรูปหนึ่งกับพี่เดียร์เห็นหน้าชัดเจน พอผ่านมาหลายวันเข้านั่งนึกๆ ว่าเทพที่มวยผมสูงๆ น่าจะเป็นพระศิวะก็เลยเปิดหนังสือดูก็แน่ใจว่าพระศิวะแน่ๆ แต่ก็งงๆ อยู่ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านนะ เพราะพิธีที่เราเห็นสีเหลืองๆ น่าจะเป็นงานของพระพิฆเณศรที่จัดนี่หละ เพราะในงานเต็มไปด้วยดอกดาวเรืองสถานที่จัดก็คือร้านพี่นายข้างร้านเราเอง จริงๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่เราอยู่นี่หละ ตรงห้องที่เรานอนด้านล่างเป็นร้านพี่นาย เราชอบฝันแปลกๆ เพราะด้านล่างเป็นหิ้งซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เต็มไปหมดเลย
  • ก่อนจะตื่นขึ้นมาฝันว่าตัวเองใส่ชุดแขก เหมือนมีคนบอกว่าให้ใส่ชุดแขกซิ เราก็ฝันว่าเราได้ใส่ชุดแขกที่แม่พี่เขยซื้อมาฝากจากอินเดีย ตั้งแต่ได้มาไม่เคยใส่ครบชุดเลย พออาบน้ำเสร็จก็รื้อตู้ดูว่าชุดอยู่ไหน เคยใส่แต่เสื้อทำเป็นชุดแซกยังไม่เคยใส่กางเกงแล้วก็ใส่ไปหนเดียว ก็เลยใส่ไปเอากำไรที่เข้าชุดกันใส่ไปด้วย เสียดายลืมหยิบผ้าคลุมมันเป็นชุดกันลงไป เอาไว้วันเกิดพระพิฆเณศรเดือนหน้าจะลองใส่ให้เต็มยศดูสักหน่อย อ้อ เอาแบนดิมาติดหน้าผากด้วย เดี๋ยวจะทำเนียนเดินไปซื้อผ้าที่ร้านแขกในกาด แฮะๆๆ