วิธีปฏิบัติเวลาเกิดฟ้าผ่า

ฝนฟ้าคะนอง "นั่งยองๆ เท้าชิด มือปิดหู" ลดอันตราย "ฟ้าผ่า" ท่ามกลางฤดูฝนที่ฟ้าคะนองอยู่บ่อยครั้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะรู้จักวิธีป้องกันตัวเองจาก "ฟ้าผ่า" ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสาบาน ทั้งนี้ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้รับเอกสาร "ฟ้าผ่า-ข้อเท็จจริงที่ควรรู้" ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย และ สำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม และเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่น้อย เพื่อความปลอดภัยจากฟ้าผ่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งนา สนามกอล์ฟ สระน้ำ สนามกอล์ฟ เป็นต้น แต่หากเลี่ยงไม่ได้...ปฏิบัติดังนี้ กรณีอยู่ที่โล่งแจ้ง - อย่าอยู่รวมกลุ่ม - อย่าอยู่ใต้ต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ หากมีต้นไม้รวมเป็นกลุ่มให้เลือกต้นเตี้ยๆ - อย่าอยู่ที่สูง หรือชูของสูง เช่น ร่ม เบ็ดตกปลา ถุงกอล์ฟ - ถอดวัตถุที่เป็นโลหะออกจากร่างกาย - อย่าอยู่ในสระน้ำหรือแหล่งน้ำ - อย่าอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ - หลีกเลี่ยงวัตถุที่เป็นโลหะ ที่สำคัญ อย่านอนราบ แต่ให้นั่งยองๆ เท้าชิด มือปิดหู เขย่งปลายเท้า ซึ่งเป็นท่านั่งลดอันตรายจากฟ้าผ่า ลดความเสี่ยงกรณีกระแสจากฟ้าผ่าไหลมาตามพื้น กรณีอยู่ในรถ - อย่าสัมผัสส่วนที่เป็นโลหะ โดยนั่งกอดอกหรือวางมือบนตัก - ปิดหน้าต่างทุกบาน - อย่าจอดใต้ต้นไม้ใหญ่ - อย่าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์แฮนด์ฟรี กรณีอยู่ในอาคาร - ปิดประตู หน้าต่าง และเข้าไปอยู่ในห้องชั้นในซึ่งปลอดภัยกว่าห้องที่มีทางออกภายนอก และอาคารที่มีสายล่อฟ้าปลอดภัยกว่าอาคารที่ไม่มี - หลีกเลี่ยงจุดที่ไฟสามารถวิ่งเข้าถึงได้ผ่านสายไฟ สายอากาศ สายโทรศัพท์ และท่อน้ำ - ถอดสายไฟ สายอากาศ สายโทรศัพท์ สายโมเด็ม ก่อนเกิดฝนฟ้าคะนอง - อย่าใช้โทรศัพท์แบบมีสายในอาคาร เนื่องจากกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะวิ่งผ่านอุปกรณ์ด้านนอกอาคารที่ต่อกับสาย โทรศัพท์ แล้วเข้ามาทำอันตรายผู้ใช้โทรศัพท์ได้โดยตรง สัญญาณเตือนฟ้าผ่า - สัญญาณจากร่างกาย เมื่อรู้สึกขนลุกหรือเส้นผมตั้งขึ้น แสดงว่ากำลังเสี่ยงถูกฟ้าผ่า เนื่องจากขนและเส้นผมถูกเหนี่ยวนำอย่างแรง - สัญญาณ 30/30 โดยเลข 30 แรก หมายถึง หากเห็นสายฟ้าแลบแล้วตามด้วยเสียงฟ้าาร้องในเวลาไม่เกิน 30 วินาที แสงดว่าเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ใกล้มากพอที่ฟ้าผ่าจะทำอันตรายเราได้ ดังนั้น ให้หาที่หลบที่ปลอดภัยทันที ส่วนเลข 30 หลัง หมายถึง หลังฝนหยุดตกและไม่มีเสียงฟ้าร้องแล้ว ให้หลบอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างน้อย 30 นาที ทั้งนี้แม้ช่วงท้ายของฝนฟ้าคะนองและอยู่ห่างในระยะ 30 กิโลเมตรแล้วก็อาจเกิดฟ้าผ่าได้.

ไข้หวัด 2009 เป็นแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีกจริงหรือไม่?

บางคนเข้าใจว่า ใครที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ป่วยแล้วหาย จะเป็นเพียงครั้งเดียวและจะไม่กลับไปเป็นอีก แต่หลายคนก็อดสงสัยว่า ใช่แน่หรือ เพราะนี่คือโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่หัดหรืออีสุกอีใส อันเป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าหากใครเป็นโรคนี้แล้วก็จะไม่กลับไปเป็นอีก ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ก็สงสัยในเรื่องนี้เช่นกัน จึงได้สอบถาม ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และนายกสมาคมไวรัสวิทยา (ประเทศไทย) โดย นพ.ประเสริฐได้เปิดเผยว่า คนที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วหาย จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคนี้และจะไม่ป่วยด้วยเชื้อไวรัสตัวเดิมอีก "ผู้ที่ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ในปีนี้แล้วหาย จะไม่เป็นอีก เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อตัวนี้แล้ว เพราะฉะนั้นคนนั้นจะไม่ป่วยอีก หากได้รับเชื้อไวรัสที่มีหน้าตาเหมือนเดิม แต่หากในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้เกิดการกลายพันธุ์ และทำให้ภูมิคุ้มกันจดจำไม่ได้ ก็มีสิทธิ์จะติดเชื้อและป่วยได้อีกเหมือนกัน" ศ.นพ.ประเสริฐ อธิบาย เช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ที่หากใครเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่ทำให้ป่วย แต่เชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลมีหลายสายพันธุ์ และมีการปรับเปลี่ยนกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ในแต่ละปี จึงทำให้คนเรามีโอกาสป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้อีก หากได้รับเชื้อที่ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งแตกต่างกับโรคหัด และโรคอีสุกอีใส ที่เป็นครั้งเดียวและจะไม่เป็นอีก ศ.นพ.ประเสริฐ อธิบายเรื่องนี้ว่า เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคหัดและโรคอีสุกอีใส ยังคงเป็นเชื้อตัวเดิมที่ไม่มีการกลายพันธุ์ ดังนั้นหากใครที่เคยเป็นโรคหัดหรือโรคอีสุกอีใสแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าว ทำให้เป็นเพียงครั้งเดียวและไม่กลับไปเป็นซ้ำอีก นายกสมาคมไวรัสวิทยากล่าวอีกว่า การที่ประชาชนมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จะช่วยให้การระบาดสงบลงได้ เพราะเชื้อไม่สามารถแพร่กระจายไปได้มากอีกแล้ว ซึ่งมีการประมาณกันไว้ว่าหากประชาชนมีภูมิคุ้มกันราว 30-50% จะช่วยให้การระบาดของโลกดังกล่าวค่อยๆ ลดลงได้ อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ประเสริฐ ระบุว่าการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในขณะนี้ อาจมีผู้ติดเชื้อมากกว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ยังไม่ถือว่ารุนแรงมาก เพราะอัตราการเสียชีวิตไม่แตกต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ฉะนั้นผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงและมีความเสี่ยงต่อโรคนี้อย่างมาก ควรเฝ้าระวังไม่ให้ได้รับเชื้อ แต่สำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรง เมื่อติดเชื้อแล้วก็จะหายป่วยได้เอง จึงไม่ต้องกังวลมาก พร้อมทั้งไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและกลายพันธุ์ได้เร็ว ซึ่งจะทำให้ยาต้านไวรัสที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ควรใช้เฉพาะในรายที่จำเป็นเท่านั้น และต่อไปเมื่อประชาชนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็จะไม่ต่างไปจากโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล.

ทำเจลล้างมือเองง่ายๆ สูตรจาก วว.

วว. เปิดคอร์สสอนทำเจลล้างมือสูตรพื้นฐาน ทำง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับทุกครอบครัวทำไว้ใช้เอง หรือแจกจ่ายคนรอบข้าง หรืออาจจำหน่ายสร้างรายได้เสริมในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่จำเป็นต้องรักษาสุขอนามัยป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดอบรม "สาธิตการทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ" ให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ระหว่างวันที่ 29-31 ก.ค. 52 ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การอบรม เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ วว. บางเขน ซึ่งมีผู้สนใจลงเบียนเข้าร่วมอบรมเป็นจำนวนมาก นายอรรคชัย ตันตราวงศ์ นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ รับหน้าที่เป็นวิทยากรสาธิตการทำเจลล้างมือสูตรมาตรฐานทั่วไป ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมอยู่ 70% มีประสิทธิภาพกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้ดี และช่วยให้มืออ่อนนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง ส่วนประกอบสำหรับเจลแอลกอฮอล์ 500 มิลลิลิตร มีดังนี้ 1. คาร์โบพอล 940 (Carbopol 940) 1.5 กรัม 2. เอทิล แอลกอฮอล์ 95% (Ethyl alcohol 95%) 370 มิลลิลิตร 3. ไตรเอทาโนลามีน (Triethanolamine) 1.5 กรัม 4. น้ำอาร์โอ (Reverse osmosis: RO) หรือน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วไปที่ระบุว่าผ่านการ Reverse osmosis 128 มิลลิลิตร 5. เจอร์มาเบน (Germaben) 5 มิลลิลิตร 6. โพรไพลีน ไกลคอล (Propylene glycol) 5 มิลลิลิตร 7. สีผสมอาหาร, น้ำหอม หรือน้ำมันหอมระเหย วิธีการเตรียม 1. ตวงเอทิล แอลกอฮอล์ 95% ผสมกับน้ำอาร์โอ (ทำในภาชนะแก้ว, แสตนเลส หรือกระเบื้องเคลือบ) 2. เติมโพรไพลีน ไกลคอล (สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว) และเจอร์มาเบน (สารป้องกันการเกิดเชื้อรา) ตามลงไป แล้วคนให้เข้ากัน 3. ค่อยๆ โปรยคาร์โบพอล 940 (สารประกอบให้เกิดเจล) ลงไป และกวนให้กระจายตัวในส่วนผสม (อาจใช้แท่งแก้วหรือเครื่องกวนขนม) จากนั้นพักทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้คาร์โบพอลเกิดการพองตัว 4. นำส่วนผสมที่พักทิ้งไว้ 1 คืน มากวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน 5. เติมสีและกลิ่นตามความพึงพอใจอย่างละประมาณไม่เกิน 5 มิลลิลิตร 6. ใส่ไตรเอทาโนลามีน (สารประกอบให้เกิดเจล) ลงไปและกวนให้เข้ากัน จะได้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที หรือบรรจุในภาชนะปิดสนิทเพื่อป้องกันการระเหยของแอลกอฮอล์ (เช่น หลอดพลาสติก) สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานกว่า 2 ปี ข้อควรระวัง! 1. ห้ามใช้ "เมทิล แอลกอฮอล์" (Methyl alcohol) โดยเด็ดขาด เพราะอาจซึมเข้าสู่ผิวหนังและทำให้ตาบอดหรือมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่สามารถใช้ ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ (Isopropyl alcohol) แทนได้ แต่จะมีกลิ่นเหม็นฉุนมากกว่า 2. แอลกอฮอล์เป็นสารติดไฟง่าย ควรเก็บไว้ให้ห่างจากเปลวไฟและในที่ที่มีอุณหภูมิสูง 3. ขั้นตอนการเตรียมควรทำในภาชนะแก้ว, แสตนเลส หรือกระเบื้องเคลือบ แต่ห้ามใช้ภาชนะพลาสติก เพราะอาจทำสีหรือสารเคมีอันตรายจากพลาสติกหลุดออกมาปะปนรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมในเจลล้างมือสามารถซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป โดยเลือกใช้สารเคมีเกรดสำหรับเครื่องสำอาง ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียม สามารถประยุกต์ใช้อุปกรณ์ในครัวเรือนได้ หรือหาซื้อได้จากร้านขายอุปกรณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ รู้วิธีการทำเจลล้างมือที่ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากแบบนี้แล้ว ถ้าใครมีเวลาว่างก็สามารถทำไว้ใช้เองในครัวเรือนได้ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ ห่างไกลไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือจะทำแจกจ่ายคนรอบข้างด้วยก็ได้ ยิ่งช่วยสร้างสุขอนามัยที่ดีในสังคม (ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. โทรศัพท์ 0-2577-9000, โทรสาร 0-2577-9009 หรือ E-mail: tistr@tistr.or.th)

ลูกลานเชื่อมราดกะทิ

  • อยู่เชียงใหม่มาหลายปีแล้ว เห็นเขาขายลูกลานเชื่อมในกาดเยอะแยะแต่ไม่รู้สึกว่าอยากจะลองชิม คิดว่าคงจะเหมือนลูกชิด ลูกจากที่กินกันบ่อยๆ แถมลูกลานยังแพงกว่าจะมีเฉพาะหน้า เขาบอกว่ากว่าลูกลานจะออกลูกได้ก็ต้องอายุ 50 ปีขึ้นไป แล้วแต่ละต้นก็ออกลูกเพียงแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น วันนี้พ่อแม่พี่เขยพาณะโมว์เดินไปแอ่วกาดเพราะเราทำหมูปิ้งอยู่ข้างบนบ้าน เขาซื้อลูกลานเชื่อมราดกะทิมาให้หลายถุงก็เลยลองชิม ปรากฎว่าผิดคาด รสชาติมันไม่เหมือนกับลูกชิดหรือลูกจากที่หวานๆ มันจะหวานไม่มากเท่าไหร่ เนื้อมันจะกรุบๆ เหมือนเป็นแป้งที่ใส่ในเต้าทึงเรากินไปสามสี่คำไม่ค่อยประทับใจ แต่แปลกวันนี้พ่อพี่เขยซื้อมาฝากอีกหลายถุงเราก็เลยลองชิมใหม่ลองราดกะทิเยอะๆ ปรากฎว่าอร่อยเนื้อมันนุ่มๆ ไม่แข็งเหมือนเมื่อวานราดกินกับกะทิออกเค็มๆ หวานๆ ชักจะติดใจแล้วซิ
ข้อมูลเกี่ยวกับลูกลาน
  • ลาน หรือไม้ลาน เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในตระกูลปาล์ม เป็นพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ ที่ไม่ขึ้นแพร่หลายนัก มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาและแถบเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนใหญ่จะชอบขึ้นอยู่ในที่มีอากาศชื้นเย็น มีฝนตกมาก ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด ในดินที่มีความชื้นสูง ดินมีการระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ต้นลานมีความคงทนต่อภัยธรรมชาติเป็นอย่างดี ต้นเล็กถึงแม้จะถูกไฟไหม้ก็จะงอกขึ้นได้ในโอกาสต่อไป เพราะรากของต้นลาน ฝังลงในดินลึกมาก ต้นลานที่พบในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ
  1. Corypha umbraculifera Linn พบมากทางภาคเหนือ เรียกว่า "ลานหมื่นเถิดเทิงหรือลานวัด" นิยมปลูกตามวัดต่าง ๆ แต่มีน้อย มีถิ่นกำเนิดในประเทศศรีลังกา และถือว่าเป็นต้นไม้ประจำชาติด้วย
  2. Corypha lecomtei Becc ชนิดนี้เองที่มีที่อุทยานแห่งชาติ ทับลาน เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองดั้งเดิมของไทย มีชื่อเรียกว่า "ลานดำ ลานขาว ลานพร้าว" นิยมใช้ใบทำเครื่องจักรสาน ลานชนิดนี้พบมากที่บ้านทับลาน บ้านขุนศรี บ้านบุพราหมณ์ บ้านวังมืด ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี บ้านท่าฤทธิ์ ตำบลวังม่วง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี บริเวณผานกเค้า อำเภอผานกเค้า จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบ ทั่วไปบริเวณจังหวัดลพบุรี , ตาก ,พิษณุโลก,นครปฐม
  3. Corypha elata Roxb หรือลานพรุ มีถิ่นกำเนิดในเบงกอล พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบมากทางภาคใต้ เขตอำเภอเชียรใหญ่และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาและตามเส้นทางจากจังหวัดกระบี่-พังงา ลานพรุมีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากลานชนิดอื่น คือ ลำต้นสูงคล้ายต้นตาล ขึ้นอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากตามที่ราบท้องทุ่ง แม้พื้นที่น้ำท่วมขัง
  • ต้นลาน จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรงและแข็ง เนื้อไม้เป็นเส้นใย ไม่มีกิ่ง มีแต่ก้านออกรอบลำต้นเป็นชั้น ๆ มีหนามเป็นฟันเลื่อยสั้น ๆ อยู่สองข้างริมขอบก้านใบ ใบยาวประมาณ 2-3 เมตร ใบใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปพัด ค่อนข้างกลมคล้ายใบตาล บางทีเรียกปาล์มพัด ความยาวของใบ 3-4 เมตร ความกว้างที่แผ่ออกไปประมาณ 4.5-6 เมตร ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่มีใบใหญ่ที่สุดในโลก เป็นไม้ทิ้งใบตามธรรมชาติ วงจรชีวิต ของต้นลานค่อนข้างพิเศษกว่าไม้ตระกูลอื่น ๆ คือ เมือ่ต้นแก่ตั้งแต่อายุ 20-80 ปี ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอกและผล นั่นหมายถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของต้นลานสิ้นสุดแล้ว
  • ต้นลาน จะออกดอกเป็นช่อใหญ่คล้ายรูปปิรามิด ตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกหนึ่งจะมีดอกเป็นจำนวนล้าน ๆ ดอก สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม นับตั้งแต่เริ่มออกช่อดอกและบานกลายเป็น ผลกินเวลาประมาณ 1 ปีขึ้นไป ผลมีลักษณะกลมรี สีเขียว ผลหนึ่งมีเมล็ดเดียว เมล็ดกลมสีดำ เนื้อในคล้ายลูกชิด หรือลูกจาก รับประทานได้ เมื่อผลแก่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจะงอกเป็นต้นลานเล็ก ๆ มากมาย
  • เนื่องจากลานมีลำต้นเดียว ไม่มีหน่อ ดังนั้นเมล็ดจากผลเท่านั้นเท่านั้นที่จะทำหน้าที่สืบพันธุ์ได้ สามารถใช้เพาะขยายพันธุ์ แต่การเจริญเติบโตของต้นลานเป็นไปอย่างช้ามาก ส่วนการย้ายปลูกกล้าไม้ลาน หาก มีการกระทบกระเทือนทางราก กล้าไม้จะไม่รอดตาย ประโยชน์ของ ต้นลาน ลาน ถือได้ว่าเป็นไม้เศรษฐกิจประเภทหนึ่งของไทย โดยอาศัยผลผลิตที่ได้จาก ต้นลาน นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านอุปโภคและบริโภค นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ส่วนต่าง ๆ ของต้นลานที่นำมาใช้ประโยชน์ได้แก่ 1. ยอดลานอ่อน (ใบลานอ่อน) เป็นที่จารึก หนังสือพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา โดยการใช้เหล็กแหลมจารบนใบลานแล้วใช้ยางรักทา เอาทรายลบ ยางรักจะแทรกในตัวหนังสือที่จารเป็นเส้นดำ หรือจะใช้เขม่าไฟแทนก็ได้ เรียกหนังสือใบลานเหล่านี้ว่า "คัมภีร์ใบลาน" นอกจากนี้ยังนิยมนำมาพิมพ์เป็นการ์ด นามบัตร ที่คั่นหนังสือต่าง ๆ ใช้จักสานทำผลิตภัณฑ์ของใช้ อาทิ เช่น หมวก งอบ พัด กระเป๋า เสื่อ ภาชนะในครัวเรือน เครื่องประดับตกแต่งบ้าน เช่น โมบายรูปสัตว์ ปลาตะเพียน ฯลฯ ส่วนภาคใต้นำยอดลานพรุ มาฉีกเป็นใบ สางออกเป็นเส้น ปั่นเป็นเส้นยาวคล้ายด้าย นำไปทอเป็นแผ่น เรียกว่า ห่งอวนหรือหางอวน ทำเป็นถุงรูปสามเหลี่ยมสำหรับไว้ต่อปลายอวน ใช้เป็นถุงจับกุ้งและเคยสำหรับทำหระปิ สานเป็นถุงใส่เกลือ วองใส่ยาเส้นและซองใส่แว่นตา 2. ใบลานแก่ ใช้มุงหลังคาและทำผนังหรือฝาบ้าน บางแห่งใช้ใบลานเผาไฟเป็นยาดับพิษอักเสบฟกช้ำบวมได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรียกทั่วไปว่า "ยามหานิล" 3. ก้านใบ ใช้ทำโครงสร้าง ไม้ขื่อ ไม้แป และผนัง บางแห่งใช้มัดสิ่งของแทนเชือกเหนียวมาก ส่วนกระดูกลาน (ใกล้กับบริเวณหนามแหลม) มีความแข็ง และเหนียวมากกว่าส่วนอื่นของก้านใบ ใช้ทำคันกลดพระธุดงค์ นอกจากนี้ยังใช้ทำขอบภาชนะจักสานทั่วไป เช่น ขอบกระด้ง ตะแกรง กระบุง ตะกร้า เป็นต้น 4. ลำต้น นำมาตัดเป็นท่อน ๆ สำหรับนั่งเล่นหรือใช้ตกแต่งประดับสวน ทำฟืนเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ภาคใต้บางแห่งใช้ทำครกและสาก 5. ผล ลูกตาลอ่อนนำเนื้อในมารับประมานแบบลุกชิดหรือลูกจาก ส่วนเปลือกรับประทานเป็นยาขับระบายดี บางแห่งใช้ลูกลานทุบทั้งเปลือก โยนลงน้ำทำให้ปลาเมา แต่ไม่ถึงตาย สะดวกแก่การจับปลา 6. ราก ใช้ฝนรับประทานแก้ร้อน ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด เป็นต้น

หมูปิ้งสูตรแม่ดาว

  • ตั้งอกตั้งใจอยากทำหมูปิ้งมานานมากแล้ว จริงๆ แล้ววันๆ ก็คิดแต่เรื่องกินเสียเป็นส่วนใหญ่เวลานอนตอนกลางคืนก่อนจะหลับจะชอบคิดอะไรก่อนเพราะมันได้สมาธิดี บางครั้งนั่งออกแบบเว็บมาหลายวันคิดไม่ออก พอก่อนนอนคิดไปเรื่อยๆ ก็นึกออกตื่นเช้ามาก็ได้ทำงานเลย แต่เรื่องงานเนี่ยไม่ค่อยได้คิด ส่วนใหญ่จะคิดว่าเราจะทำอะไรกินพรุ่งนี้ดี มีเมนูไหนที่เรายังไม่ได้ทำบ้างน้า จะทำอะไรให้หลานกินพรุ่งนี้ดีน้อ ยิ่งคิดยิ่งหิวเป็นประจำ
  • เมื่อวานเอาหมูออกมาละลายกะว่าจะแล่เนื้อหมูแล้วหมัก แต่ไม่มีคนเฝ้าร้านก็เลยเพิ่งได้แล่หมูและหมักตอนเย็น หัวค่ำก็หลับไปตื่นมาตอนดึกนอนไปนึกไป (อีกแล้ว) ว่าเราควรจะใส่อะไรเพิ่มดีหนอดูแล้วรสชาติยังไม่ลงตัว ก็เลยลองเสิรช์หาสูตรต่างๆ จากพี่กูเกิ้ลมาประยุกต์เอา
  • แล่หมูเป็นชิ้นยาวๆ ตามขวางของเนื้อหมูจะได้เคี้ยวง่ายๆั ตำกระเทียม รากผักชี พริกไทดำเม็ดๆ ให้ละเอียด จากนั้นก็ใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส น้ำตาลทรายแล้วใส่เนื้อหมูที่แล่แล้วลงไปขยำๆ ให้น้ำซอสซึมเข้าเนื้อหมู เราหมักเอาไว้แบบนี้่่ตั้งแต่เย็นจนถึงดึก ไปเจอสูตรหนึ่งเขาใส่แป้งมันด้วยเราก็เลยเอาหมูที่หมักออกมาจากตู้เย็น เอานิ้วแตะชิมดูรสชาติมันอ่อนไปก็เลยเพิ่มผงปรุงรสไปหน่อย ใส่แป้งมันลงไป 3 ช้อนโต๊ะ มันจะช่วยให้นุ่มขึ้นเหมือนกับที่เราหมักหมูนุ่มทำราดหน้า
  • บางสูตรอาจจะใส่กะทิ น้ำมันพืช น้ำมันงาบ้าง ก็แล้วแต่หรือจะใส่นมข้นหวานเหมือนที่เราเคยหมักไก่ย่างก็ได้ตามแต่ชอบ แต่วันนี้ลองเอายาคูลท์ใส่ลงไปขวดนึง lol.....
  • บางสูตรบอกว่าให้แช่ช่องฟรีซไว้ 2-3 วันจะยิ่งทำให้อร่อย เราก็เลยเอาไปแช่ช่องฟรีซเอาไว้กะว่าตอนเช้าเอาออกมาเสียบไม้ แต่ตื่นมามีคนเอาออกมาให้สงสัยพี่เดียร์จะให้ทำเอาไว้ให้โมว์กินตอนเที่ยง เราก็เลยเสียบไม้ แต่เสียบแบบสองอย่าง คือแบบแบนๆ ไม้ละห้าบาท กับแบบอวบๆ กลมๆ เหมือนหมูย่างเฉพาะกิจ
  • เสียบแบบกลมๆ เนื้อแน่นๆ แบบติดมันนิดๆ กัดแล้วเนื้อยังฉ่ำๆ
  • ถ้าทำขายคงจะไม้ละ 20 บาทเพราะใหญ่กว่าหมูย่างเฉพาะกิจ 2-3 เท่า แบบนี้รสชาติจะเข้มข้นกว่าเพราะมันจะมีน้ำหมักแทรกอยู่เยอะ
  • เสียบหมูแบบแบนๆ
  • เราใช้ฝาอบลมร้อนอบแทนการปิ้งที่เตา มันก็เลยไม่ค่อยหอมควัน ถ้าจะให้ดีควรจะใส่น้ำมันพืชหรือกะทิตอนหมัก หรือเวลาอบก็ทากะทิหรือน้ำมันพืชด้วยจะทำให้เนื้อหมูมัน ไม่่ด้าน แต่พี่เดียร์ไม่ชอบแบบนั้นมันเลี่ยน ก็เลยไม่ได้ทา แต่หมูปิ้งที่เป็นแบบเสียบไม้กลมๆ เราเอาออกมาราดน้ำหมักสองรอบแล้วก็เอาไปอบต่อ รสชาติมันจะเข้มข้นมาก วันนี้ก็เลยหุงข้าวด้วยไมโครเวฟมากินด้วยเหมือนเดิม ลองเอาไปดูนะคะปรับสูตรตามความชอบกันเลยคะ

ปลานึ่งไมโครเวฟ+ผักต้ม+น้ำพริกหนุ่ม

  • สี่ห้าวันก่อนพาหลานไปแอ่วกาดตอนสายๆ ซึ่งก็พาไปแทบทุกวันแต่ตอนนี้ไม่ได้พาไปเดินอีกเพราะกลัวติดหวัด หลานตัวร้อนๆ มาหลายวันแล้วก็เลยให้อยู่บ้านหลีกเลี่ยงคนเยอะๆ หน่อย พอดีเดินผ่านร้านขายปลานิลเขาทำไว้แล้วกิโลละ 60 บาท แต่ถ้าเป็นแบบเพิ่งตายหรือแค่ประงาบๆ กิโลละ 70 บาท เราไม่ซื้อปลาเป็นๆ สั่งให้เขาทำเพราะมันบาป จะเลือกปลาที่ชะตาขาดให้แม่ค้าเขาจัดการเบ็ดเสร็จไปซะ แบ่งบาปกันไปตามหน้าที่ละกันนะ
  • วันนี้ซื้อมาสองตัว ตัวละ 30 และ 40 บาท เอามาล้างน้ำเคล้าเกลือผึ่งให้สะเด็ดน้ำเล็กน้อยจากนั้นเราก็เอามาใส่ชาม เอาน้ำใส่ถ้วยเล็กๆ ประมาณครึ่งถ้วยตวงใส่ผงปรุงรสสักสองช้อนชา ซอสหอยนางรม พริกไท น้ำมันงาเล็กน้อยคนให้เข้ากันแล้วก็เทใส่ในชามปลา เอาเข้าไมโครเวฟสัก 15 นาทีเอาฝาครอบด้วยปลาด้านบนจะได้ไม่แห้งมาก หรือตั้งเวลาไว้สัก 7 นาทีพอครบเวลาก็เอาน้ำที่อยู่ในชามมาคอยราดๆ ด้านบนปลาแล้วเข้าไมโครเวฟต่ออีกสั 8 นาทีก็ได้
  • วันนี้ไม่มีเครื่องก็เลยนึ่งแบบเปล่าๆ ถ้าเครื่องอาจจะใส่ขิง หรือนึ่งซีอิ๊วก็ได้อย่างที่เคยรีวิวให้ดูแล้ว
  • เดินผ่านร้านหมูดำรงค์ก็เลยซื้อน้ำพริกหนุ่ม 10 บาท กับผักต้มถุงละ 10 บาท จริงๆ เมื่อก่อน 5 บาทเอง เราเห็นว่าผักนิดเดียวเลยแวะซื้อฝักกระเจี๊ยบเขียว 5 บาท ผักกวางตุ้งเอามาลวกอีก 5 บาท
  • น้ำพริกหนุ่มเราเอามาปรุงเพิ่มให้ถูกปากคนภาคกลาง เราจะใส่มะนาวบีบละไป 1 ลูก น้ำปลาอีกเกือบ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายสักเกือบช้อนโต๊ะ คนชิมให้ออกสามรส มันก็จะได้น้ำพริกขี้กาแบบคนภาคกลางที่เขากินกับไข่ต้มนั่นหละ
  • สมัยก่อนที่ยังไม่ได้มาอยู่เชียงใหม่จะซื้อน้ำพริกหนุ่ม หรือน้ำพริกที่ใช้พริกเผาหอมเผากระเทียมเผาแล้วตำๆ ตามตลาดนัดมาปรุงเพิ่มแบบนี้แต่จะใส่เห็ดหอม หรือไม่ก็มะเขือยาวเผาลงไปจะช่วยลดความเผ็ดลงไป ตอนนี้น้ำพริกหนุ่มขึ้นราคาซื้อ 10 บาทกินคนเดียวก็หมดแล้ว เมื่อก่อนซื้อทีไรกินไม่หมดต้องทิ้ง แต่เดี๋ยวนี้กินไม่พอซะงั้น

ขายหน้ากาก/ผ้าปิดปากลายการ์ตูน 30 บาทเองคะ เย็บมือด้วยนะ

  • ตอนนี้เปิดขายผ้าปิดปากลายการ์ตูนทำมือแล้วคะ หลังจากที่ทำขายในร้านแ้ล้วก็รับออเดอร์เพิ่งจะเสร็จสิ้นกันไป ถ้าเพื่อนๆ สนใจจะสั่งซื้อก็ติดต่อมาได้คะ ผ้าปิดปากสามารถซักได้ใช้ง่ายได้นาน เพราะจะตกแต่งด้วยผ้าสักกะหลาดมาตัดเป็นตัวต่างๆ ทากาวและจะเย็บด้นมืออีกครั้ง สีที่ใช้เขียนจะเป็นปากกาที่ซักแล้วไม่หลุด แต่ในลายที่มีลูกตาเล็กๆ ติดอยู่ควรจะซักด้วยมือเบาๆ เพราะเป็นชิ้นส่วนที่หลุดได้ง่าย
  • ราคาขายปลีกชิ้นละ 30 บาท ถ้าสั่งตั้งแต่ 50 ชิ้นได้ราคาส่ง 20 บาท ค่าส่งไปรษณีย์ 20 บาท/1 Order ถ้าสั่งตั้งแต่ 50 ชิ้นส่งให้ฟรี
  • ถ้าอยู่ที่เชียงใหม่สามารถเข้ามาซื้อได้ที่ กาดหลวง (ตลาดวโรรส) ได้เลยคะ แผนที่คลิ๊กดูที่นี่
  • ติดต่อที่ napradtana[@] gmail.com หรือฝากข้อความไว้ที่ blog นี้ได้คะ
ป.ล. รับสั่งทำหน้ากากปิดปาก หรือผ้าปิดปากลายการ์ตูนตามชอบได้คะ แต่ขอจำนวนมากหน่อยนะคะ

ข้าวมันไก่ทอด

  • เคยทำข้าวมันไก่หลายหนมากๆ มีทั้งข้าวกล้องมันไก่ แล้วก็ข้าวมันไก่ธรรมดาแบบง่ายสุดๆ วันไหนมีเวลาน้อยก็มักจะทำข้าวมันไก่ใช้เวลาเตรียมและทำไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ได้อิ่มอร่อยกันทั้งบ้านแบบประหยัด เข้าไปดูสูตรข้าวมันไก่ได้ที่นี่คะ
  • แต่วันนี้นอกจากจะทำข้าวมันไก่ (ต้ม) แล้วก็ขอลองทำข้าวมันไก่ทอดดู วิธีตามลิงค์ข้างบนนะคะ ส่วนไก่ทอดทำได้ง่ายๆ แค่หมักไก่ด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส พริกไทย น้ำตาลเล็กน้อยพักไว้สักครู่หรือหมักข้ามคืนก็ได้ พอจะเอามาทอดเพียงแค่เทแป้งโกกิหรือแป้งทอดกรอบลงไปคลุก ไม่ต้องใส่น้ำเพิ่มเพราะไก่จะมีน้ำซอสหมักอยู่แล้ว เทแป้งให้พอคลุกไก่ได้ทั่วแค่นี้เราก็เอาไปทอดในน้ำมันท่วมๆ ให้หนังกรอบๆ เนื้อข้างในสุกดีก็เอาขึ้นมาสับเป็นชิ้นๆ ดาวชอบใช้ตรงส่วนอกกับน่อง กินกับน้ำจิ้มไก่สำเร็จรูปไม่ต้องเสียเวลาทำเองง่ายจริงๆ คะ ทำเองกินได้สะใจแถมประหยัดด้วยคะ
  • เขียนในรูปผิดไปหน่อย ภาพนี้เป็นข้าวมันไก่ต้มแถมใส่เครื่องในไก่ตามคำเรียกร้องของพี่เดียร์เลยซื้อมาครึ่งกิโลต้มแล้วหั่นใส่ด้วย เสียดายอยากกินเลือดไก่จิ้มน้ำจิ้มไม่มีเลือดขาย อยากกินเลือดๆๆๆ

ผ้าปิดปากหน้าการ์ตูน (แฟนซี) ทำเองง่ายจริงๆ จ้า

  • วันนี้พอจะว่างๆ หน่อยเพราะกลางวันจะนั่งทำผ้าปิดปากแล้วกลางคืนก็จะนั่งทำเว็บที่ติดค้างเอาไว้หลายเว็บมาก เพิ่งจดโดเมนเนมใหม่ว่าจะทำเว็บเพิ่มอีกเว็บ แต่ยังไม่มีเวลาลุย ต้องมาทำผ้าปิดปากขายที่ร้าน ขายดีมากๆ นั่งทำไปก็ขายไป เรียกได้ว่าสอยเสร็จคนก็มาซื้อไปกันจนหมดวันนี้นั่งทำคนเดียวน้องที่ร้านหยุดครึ่งวัน
  • ตอนแรกจะนั่งเย็บตัวผ้าปิดปากเองแต่มัุนช้ามากกว่าจะได้พอดีได้แหล่งขายผ้าปิดปากราคาส่งก็เลยสั่งซื้อตุนเอาไว้เพราะมันขาดตลาดบ่อย เพื่อนๆ หาซื้อตัวผ้าปิดปากได้ทั่วไปอันละ 8-10 บาทแล้วแต่ที่ถ้าซื้อเยอะๆ ก็จะได้ราคาลดลงไปอีก
  • อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้จะมี ผ้าปิดปาก ผ้าสักกะหลาดสีต่างๆ เข็ม ด้ายเย็บหรือด้ายสำหรับปัก กาวลาเท็กซ์ หรือกาวเคมี ปากกาเคมี ลูกตา หรือวัสดุตกแต่งต่างๆ
  • วิธีทำ ตัดผ้าสักกะหลาดเป็นตัวต่่างๆ ทากาวลาเท็กซ์หรือกาวเคมีแล้วติดกับผ้าปิดปาก ติดตรงช่วงล่าง หรือเว้นช่องด้านบนเล็กน้อยเวลาสวมจะได้หายใจไม่อึดอัด ทากาวติดลูกตาให้กับเป็ด
  • ดาวจะใช้วิธีเดินเส้นรอบๆ ตัวเป็ดและปีกด้วยเพื่อเวลาซักจะได้ไม่หลุด จากนั้นก็ใช้ด้ายปักสีส้มเดินเส้นเป็นตัววีตะแคงหรือให้เป็นรูปปากเป็ด แค่นี้ก็เสร็จแล้วคะ ส่วนแพทเทิรน์ตัวเป็ดใช้วาดเอาแบบง่ายๆ คะไม่ได้ลอกมาจากไหน นึกอะไรได้ก็วาดไปสนุกดี:)
  • ผ้าปิดปากลายน้องหมีแพนด้านั่งทำตอนเย็นเมื่อวาน พอวันนี้ก็เอามาตกแต่งหน้าตาแล้วก็เย็บ เริ่มทำตอนบ่ายๆ หลังจากหลานหลับแล้วเพราะถ้าโมว์ยังไม่นอนอย่าหวังจะได้ทำอะไรแค่วิ่งไล่จับก็หมดเวลาแล้วคะ แฮะๆๆๆ พอหลานหลับก็รีบนั่งทำ ทำเสร็จคนก็มาซื้อเหลืออยู่อันเดียวเลยรีบเอามาถ่ายรูป
  • หมีแพนด้าทำง่ายมาก เราหาอะไรกลมๆ มาวงบนผ้าสักกะหลาดสีขาวแล้วก็ตัดแปะบนผ้าปิดปาก เอาสักกะหลาดสีดำมาตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อนกันสองชิ้นจากนั้นก็ค่อยๆ ตัดมุมด้านบนให้มนๆ ตามแบบมันสูงไปหน่อยจริงๆ มันต้องป้อมๆ อันสวยๆ ไม่ทันได้ถ่ายรูปคนมาเอาไปหมด พอตัดหูได้สองชิ้นก็เอามาแปะตรงช่วงหู
  • ตัดผ้าสักกะหลาดเป็นสามเหลี่ยมเล็กๆ ให้เหมือนจมูก หรือจะใช้ปากกาตราม้าเขียนก็ได้ แล้วก็วาดเป็นรูปปาก ระบายสีวงรีๆ เหมือนเป็นสีดำๆ รอบดวงตาทั้งสองข้าง รอจนหมึกเริ่มแห้งก็ใช้กาวเคมีทาลูกตาแปะทั้งสองด้าน
  • เดินเส้นให้รอบวงกลมตรงช่วงหน้า และเดินเส้นด้วยด้ายปักสีดำรอบๆ หู แค่นี้ก็เสร็จแล้วคะ เวลาเราใช้สกปรกก็สามารถซักได้ไม่ต้องกลัวหลุด
  • อันนี้เป็นรวมแบบผ้าปิดปากแฟนซีที่ทำขาย หมีแพนด้ารุ่นแรกที่ทำเป็นหน้าเล็กๆ อันนี้ซักแล้วให้หลานใส่น่ารักมาก ผ้าปิดปากสำหรับเด็กๆ เราสามารถที่จะใช้ของผู้ใหญ่ได้เลยเพียงแค่ผูกตรงช่วงยางยึดทั้งสองด้านให้สั้นลงแล้วลองใส่ที่หน้าน้องๆ ขยับให้พอดี ณะโมว์ก็ใส่แบบนี้กระชับหน้ามากๆ ใส่แล้วน่ารักต้องพยายามบอกให้เขาใส่บ่อยๆ เวลาเดินไปตลาด
  • อันแรกด้านบนซ้ายเป็นผ้าปิดปากหน้าอันปังแมน เราชอบแต่หาสินค้ารูปอันปังแมนไม่ค่อยได้ก็เลยพยายามทำ โดยดูจากซองผงโรยข้าวที่เฮียเป้งซื้อมาจากญี่ปุ่นถือเอาไปเทียบสีกับผ้าสักกะหลาด คนขายผ้าเขาถามว่าจะทำตุ๊กตาตัวนี้หรือ??? พรุ่งนี้ยังนึกไม่ออกว่าจะทำตัวอะไรต่อไปดีน้า

ผ้าปิดปากแฟนซี

  • มีแบบผ้าปิดปากที่ทำขายที่ร้านมาให้ชม ยังไม่มีเวลาจะเขียนวิธีทำอย่างละเอียดเลย เพราะรู้ว่าตอนนี้คนสนใจในเรื่องการใส่ที่ปิดปากอย่างถูกวิธี และวิธีการทำผ้าปิดปากแฟนซี มีคนเสริช์เข้ามาหาเรื่องหน้ากากหรือผ้าปิดปากแล้วเขามาที่ blog เพิ่มขึ้นมากแค่เรื่องผ้าปิดปากก็วันละ 400 คนแล้ว ก็พยายามจะเขียนแต่ตอนนี้ออเดอร์ก็มี ทำขายที่ร้านแล้วก็มีคนสั่งด้วย
  • ตอนนี้ออกแบบผ้าปิดปากหน้าสัตว์ต่างๆ ทำคล้ายๆ กับผ้าปิดปากที่เราซื้อมาจากเวียดนามน่ารักมากๆ แต่หาซื้อไม่ได้ที่เมืองไทยเลย ถ้าพรุ่งนี้มีเวลาจะถ่ายภาพเป็นขั้นตอนให้ชมกันคะ

ผัดมาม่าเจใส่ยอดซาโยเต้และน้ำสละปั่น

  • ช่วงเข้าพรรษาจะกินเจทุกวันพระ เริ่มทำปีนี้เป็นปีที่ 3 ปีที่แล้วก็พยายามทำแต่บางวันไม่ค่อยสำเร็จจะเป็นมังสวิรัติมากกว่า พอมาอยู่เชียงใหม่หาอาหารเจกินได้ง่ายๆ แถมอร่อยด้วย เราเดินไปซื้อที่กาดวโรรสช่วงตรงซอกตรงข้ามกับร้านขายหมูดำรงค์นั่นหละ เสียดายเขาไม่ได้ทำน้ำยาเห็ดมาตั้งแต่ปีนู้นแล้วอยากกินมากๆ กลางวันเราจะซื้อแกงกะทิต่างๆ ที่เป็นเจมากิน กับเห็ดสวรรค์ตอนเย็นๆ ก็จะกินต่อบางวันก็จะทำอะไรง่ายๆ กินเพิ่มเช่นวันนี้เป็นวันพระที่สองที่ต้องกิน ตอนเย็นเราก็เลยผัดมาม่าใส่ซาโยเต้ เขาขายกำละสิบสองกำสิบห้าถูกขนาดเลย


  • เราใช้มาม่าควิ๊กรสกิมจิชิตาเกะอะไรสักอย่าง ตอนนั้นมันซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็เลยซื้อไว้สี่ห่อใหญ่ รสชาติสู้โอเรียนทอลไม่ได้เส้นก็เหมือนมาม่าทั่วไปแต่ถูกดีเลยซื้อมา มันดีอยู่อย่างตรงที่มีผักอบด้วย มันจะมีสาหร่ายวากาเมะกับแครอทอบให้มา เราก็เอามาลวกด้วยพอลวกเสร็จก็เอาน้ำออกพอดีมีคนอร์เห็ดหอมเจ ก็เลยใส่ไปครึ่งก้อนแล้วไม่ได้ปรุงอะไรอีกกินแบบไม่ต้องเค็มมาก อ้อ! เราหั่นข้าวโพดต้มไปด้วย ณะโมว์็พยายามจะขอกินผัก เราก็หยิบชิ้นเล็กๆ ให้กินก็คายออกสงสัยเคี้ยวไม่ออก ทำแบบนี้อยู่หลายรอบพยายามจะกินให้ได้ จนเราต้องเขี่ยๆ หาสาหร่ายมาให้กินแทน แต่เห็นแบบนี้ก็รู้สึกดีใจที่เราปลูกฝังให้หลานกินผักแล้วเขาก็ชอบกินเอง มันก็ดีกับสุขภาพของเขาโตไปก็จะได้เป็นคนที่กินอะไรง่ายๆ เข้ากับคนอื่นได้ กินกับผู้ใหญ่ก็ไม่มีปัญหา
  • เมื่อวานนั่งทำออเดอร์ผ้าปิดปากทำจนตีสอง นั่งเก็งหวยอีกเสียดายสุดๆ โมว์ให้เลข 810 หวยดันออก 816 ถ้าถูกนี่น้าซื้อ LEGO ให้ชุดนึงเลยนะ สองงวดที่แล้วให้โชคน้าก็ซื้อชุดทำกับข้าวสองชุด คุณหลานชอบมากเล่นทำกับข้าวให้น้ากินเอาอาหารมาเสริฟ์ด้วยนะ ยังไม่สองขวบท่องก.ไก่เป็นเพลงเพราะร้องกันประจำ สรุปว่าร้องได้กันทั้งบ้านแล้ว น้าก็เพิ่งท่องได้ขึ้นใจตอนจะสี่สิบนี่หละหลานเอ๋ย
  • เข้าเรื่องหน่อย เมื่อวานนั่งทำออเดอร์เลยให้น้องที่ทำงานบ้านคว้านสละเอาไว้เพราะซื้อไว้สามวันแล้วเขาดันลาไม่บอกอีกสองวันเพิ่งได้โอกาสทำ เลยให้เขาคว้านพอดีไม่ได้ดูเลยไม่ได้แช่น้ำเกลือไว้มันก็เลยดำไปหน่อย บ่ายแก่ๆ ขึ้นมาข้างบนนั่งทำงานต่อนั่งเฝ้าหลานกลัวจะตื่น เพราะถ้าโมว์ตื่นแล้วจะร้องไห้จะต้องรีบวิ่งไปหา ไม่รู้เป็นไงตั้งแต่เกิดมาพอตื่นก็แหกปากทู้กที เราเลยนั่งทำผ้าปิดปากตรงครัวแล้วทำสละลอยแก้วไปด้วย พอเย็นๆ เลยดัดแปลงเมนูเอาสละลอยแก้วใส่น้ำแข็งพอประมาณแล้วก็ปั่นให้ละเอียดเสร็จแล้วก็แค่เทใส่แก้วเอาเนื้อสละสักลูกนึงใส่ลงตกแต่งนิดหน่อยแค่นี้ก็เสร็จแล้วคะ

รีวิวร้านสุกี้ทาโร่ แต่ไม่มีสุกี้หรือทาโร่ให้กิน

  • เมื่อวันก่อนบอกว่าจะออกจากบ้านไปกินโพนยางคำที่เพิ่งมาเปิดที่เชียงใหม่อยู่ตรงข้ามกับคอนโดชมชมดอยที่พี่เดียร์เพิ่งซื้อตอนนี้ตกแต่งอยู่ พอไปถึงพ่อแม่พี่เขยก็สั่งทานกันไปแล้ว เราเลยสั่งส้มตำมากินกะว่าจะสั่งตับหวานมากินเสียหน่อยแต่เขาบอกมีแต่เนื้อก็เลยอดกิน ดีที่รองท้องด้วยพิซซ่าที่ ทำเองมาแล้ว
  • วันนี้ก็ว่าจะผัดซาโยเต้แต่ก็ต้องมีเหตุให้ต้องออกจากบ้านไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน เพราะต้องไปส่งแม่ไปนอนค้างกับเพื่อน น้าพิณมาหาแม่ที่ร้านตอนสายๆ เลยบอกว่าให้ไปรอที่เด่นชัยเทรดดิ้ง สาขาใหญ่ ตรงถนนเขาเรียกว่าถนนสนามกีฬาเทศบาลเก่า เพราะว่าน้าพิณเป็นญาติกับเด่นชัย เราก็เลยไปส่งแม่ที่นั่นแล้วแวะกินร้านอาหารประจำคือ สุีกี้ทาโร่
  • สุกี้ทาโร่ เป็นร้านที่ไม่มีสุกี้ และไม่มีทาโร่ให้ณะโมว์กิน เพราะพ่อครัวเคยเป็นพ่อครัวอยู่ที่ร้านสุกี้โคคามาก่อน เรากินร้านนี้ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ใหม่ๆ น่าจะ 5-6 ปีแล้ว เมื่อก่อนจะกินบ่อยมากๆ แต่พอพี่เดียร์คลอดณะโมว์ก็ไม่ได้มากินอีกเลย ก็น่าจะสองปีได้แล้ว
  • ที่ไม่ได้มาเพราะร้านเป็นแบบเพิงๆ โอเพ่นแอร์ ยุงเยอะมาก ก่อนไปทุกครั้งจะต้องทายากันยุงก่อนไปเสมอจะได้กินอย่างเอร็ดอร่อย ดูเหมือนร้านธรรมดาแต่ว่าอร่อยและถูกมากกกกก เมนูที่บ้านชอบสุดๆ ก็คือปูผัดผงกระหรี่ ไม่เคยกินที่ไหนรสชาตินวลขนาดนี้ ขนาดไปกินมาหลายต่อหลายที่ยังบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสู้สุกี้ทาโร่ไม่ได้จริงจริ๊ง
  • ระหว่างรออาหารที่สั่งไปก็อุ้มหลานไปเด็ดตะขบ โมว์ช่วยน้าหาชี้ให้เก็บใหญ่เลย ฉลาดเสียด้วยว่าลูกแดงๆ มันกินได้
กำลังเก็บเพลินๆ สักพักอาหารเริ่มทะยอยมา จานนี้เป็นเนื้อปลาคังลวกจิ้ม ชอบกินปลาคังมากหนังมันกรุบๆ
  • ต้มยำปลาคังรสแซ่บมาก ตอนแรกลังเลว่าจะสั่งเป็นต้มยำปลาบึกดีไหมแต่ว่ามันมัน แต่น้ำมันปลาบึกเป็นไขมันดี แต่ยังเอียนกับปลาบึกที่กินบุฟเฟ่ต์อันดามันซีฟู้ดไม่หายเลยขอบายก่อน
  • จานโปรดประจำครอบครัว ปูผัดผงกระหรี่ ตอนแรกสั่งเป็นปูดำหรือปูทะเลแต่หมดก็เลยเอาเป็นปูม้า เราไม่ค่อยสนใจปูเท่าไหร่ เพราะชอบกินหอมใหญ่ผัดกับผงกระหรี่เอามาคลุกข้าว อร่อยเหาะจริงๆ คิดถึงแม่ เพราะแม่อยากกินร้านนี้มานานแล้ว ไม่เป็นไรตอนนี้ณะโมว์โตแล้วยังพอมีเวลากินได้อีกหลายเดือน พอหลานคนใหม่คลอดก็คงอดไปอีกสองปี T_T
  • ขอโปรดพี่เขย เรียกว่าพอจับเมนูก็รู้ว่าต้องสั่ง คือยำปลาหมึกยังสดและแซ่บเหมือนเคย แถมมีเครื่อง+ผักมาเพียบแบบนี้ที่บ้านช๊อบชอบ
  • ของหวานตบท้าย เก็บเอามาใส่ถ้วยล้างน้ำเสียหน่อย ดีใจที่ให้หลานลองชิมแล้วไม่ชอบดีจังไม่ต้องมาแย่งน้ากิน เราสั่งอาหารไป 4 อย่าง ข้าวจานละ 5 บาท 3 จาน น้ำเปล่า+น้ำแข็ง ทั้งหมดราคา 380 บาท สุดยอดของความถูกกกกกก สงสัยเร็วๆ นี้ต้องได้พาแม่มากินอีกรอบแน่ๆ เฮ้อ! กะว่าจะลดความอ้วนทำอาหารเป็นผักๆ กินให้เยอะๆ เหมือนตอนอยู่กรุงเทพ แต่ก็ไม่ได้ทำออกตะเวนหาของกินอีกละ แถมหลังกินข้าวยังอยากกินไอศกรีมอีก สงสัยคงต้องอวบต่อไป T_T

คู่มือชาวบ้าน ป้องกันไข้หวัด 2009

คู่มือชาวบ้าน ป้องกันไข้หวัด 2009 หมายเหตุ - เมื่อ วันที่ 9 กรกฎาคม กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกคำแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ฉบับที่ 8 สำหรับประชาชนทั่วไป ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ปัจจุบันการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลกของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช 1 เอ็น 1) ได้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว โดยโรคมีความรุนแรงปานกลาง ประเทศไทยส่วนใหญ่พบในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และมีรายงานมากกว่า 60 จังหวัดแล้ว ขณะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน นักศึกษา รองมาเป็นคนวัยทำงาน คำแนะนำทั่วไป ประชาชนทุกคนควรมีความรู้ความเข้าใจโรคที่ถูกต้อง ไม่ตื่นตระหนก รู้วิธีการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ โดยการติดตามข้อมูลคำแนะนำต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุข รักษาสุขภาพ ให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารมีประโยชน์ ผัก ผลไม้ ไข่ นม นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และฝึกนิสัยไม่ใช้มือแคะจมูก ขยี้ตา หรือจับต้องใบหน้า ถ้าจำเป็นควรใช้กระดาษทิชชูจะปลอดภัยกว่า ดูแลตนเองหรือคนในครอบครัวที่ป่วยได้ และป้องกันไม่แพร่เชื้อให้คนรอบข้าง โดยการหยุดเรียน หยุดงาน ปิดปากจมูกเวลาไอจามด้วยกระดาษทิชชู สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยควบคุมไม่ให้เกิดการระบาด และลดผลกระทบด้านต่างๆ ได้มากที่สุด ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จะมีอาการป่วยใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นทุกปี คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย มีรายงานอาการสมองอักเสบ 4-5 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (95%) จะมีอาการทุเลาขึ้นตามลำดับ คือ ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และหายป่วยภายใน 5-7 วัน จึงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ ป่วยน้อยราย (5%) ที่มีอาการป่วยรุนแรงซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิต คือ ไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน ซึม หรืออ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารไม่ได้ ไอมากจนเจ็บหน้าอก เกิดปอดบวม (หายใจถี่ หอบ เหนื่อย) นั้น พบว่า ส่วนใหญ่ (70%) เป็นกลุ่มผู้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจ โรคเลือด ไต เบาหวาน ฯลฯ) ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ (โรคมะเร็ง ฯลฯ) โรคอ้วน ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หญิงมีครรภ์ อย่างไรก็ตาม มีส่วนหนึ่ง (30%) ที่มีอาการรุนแรง แต่ไม่สามารถสอบสวนหาภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงและผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จึงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ทันที การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงที่บ้าน หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูงมาก ตัวไม่ร้อนจัด ไม่ซึมหรืออ่อนเพลียมาก และพอรับประทานอาหารได้ สามารถดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ โดยปฏิบัติดังนี้ ผู้ ป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน และพักอยู่กับบ้านหรือหอพัก ไม่ออกไปนอกบ้านเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย หรือหลังจากหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ แจ้งสถานศึกษาหรือที่ทำงานทราบ เพื่อจะได้เฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที ให้ ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของเภสัชกร หรือสถานบริการทางการแพทย์ หรือคำสั่งของแพทย์ ไข้ หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องรับประทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่ง เช็ด ตัวลดไข้ด้วยน้ำสะอาดอุ่นเล็กน้อยเป็นระยะ โดยการเช็ดแขนขาย้อนเข้าหาลำตัว เน้นการเช็ดลดไข้บริเวณหน้าผาก ซอกรักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขนขา และใช้ผ้าห่มปิดหน้าอกระหว่างเช็ดแขนขา เพื่อไม่ให้หนาวเย็นจนเสี่ยงเกิดปอดบวม หากผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ต้องหยุดเช็ดตัว และห่มผ้าให้อบอุ่น ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด พยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก หาก อาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน ซึมหรืออ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารไม่ได้ ไอมากจนเจ็บหน้าอก เกิดปอดบวม (หายใจถี่ หอบ เหนื่อย) ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที การแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ในบ้าน ผู้ป่วยควรนอนแยกห้อง ไม่ออกไปนอกห้องจนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น หากอาการทุเลาแล้ว อาจรับประทานอาหารร่วมกันได้ แต่ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ร่วมกับผู้อื่น ปิดปากจมูก เวลาไอ จาม ด้วยกระดาษทิชชู แล้วทิ้งทิชชูลงในถังขยะ และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำและสบู่หรือบ่อยๆ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ผู้ดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย คนอื่นๆ ควรอยู่ไกลจากผู้ป่วยประมาณ 1-2 เมตร หรืออย่างน้อยประมาณหนึ่งช่วงแขน แหล่งข้อมูลการติดต่อเพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ 1.กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0-2245-8106, 0-2246-0358 และ 0-2354-1836 2.ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข http://www.moph.go.th/ และหากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-3333 และศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-1994 ตลอด 24 ชั่วโมง

วิธีทำหน้ากาก หรือผ้าปิดปากอนามัยง่ายๆ ด้วยตัวเอง

  • สองวันก่อนเอาบทความเรื่องที่ปิดปากก็มีคนเสิรช์เข้ามา 40-50 คน ก็เลยคิดว่ามีคนสนใจเรื่องหน้ากากปิดปากกันเยอะ เพราะเริ่มมีคนเป็นไข้หวัด 2009 กันมาก ที่เชียงใหม่ก็มีคนเสียชีวิตแถมได้ข่าวว่าเป็นลูกชายของแม่ค้าในกาดต้นลำใยแถวบ้านเรานี่เอง เวลาเดินไปกาดก็เลยเห็นคนปิดปากกันเยอะขึ้น ไ้ด้ลองออกแบบหน้ากากปิดปากตั้งแต่สองสามวันก่อนแต่ไม่มีเวลาเลย น้องนุชน้องที่ร้านเย็บเอาไว้บ้าง แต่ยังไม่ได้ตกแต่ง วันนี้เราเลยเอาผ้าสักกะหลาดสีๆ มีตัดเป็นตัวการ์ตูนลองแปะดู เผื่อใครจะได้ไอเดียในการทำ
  • แต่วันนี้ต้องขอตัวก่อน เพราะต้องขึ้นไปทำพิซซ่าอีกสามถาดที่เหลือไปฝากพ่อแม่พี่เขยจากนั้นก็จะออกไปคอนโดพ่อแม่พี่เขย เห็นว่าจะไปกินร้านโพนยางคำมาเปิดใหม่ตรงข้ามคอนโดเลย ยังไงจะเอาภาพมาฝากคะ

พิซซ่าทำเองง่ายนิดเดียว

  • วันนี้ได้ทำพิซซ่าอย่างที่คาดหวังเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ณะโมว์ตื่นสายกว่าจะลงมาข้างล่างได้ก็สิบโมงกว่าแล้วก็เลยรีบชวนไปกาด จะไปซื้อเครื่องเครามาทำพิซซ่า แวะเซเว่นซื้อเบคอนกับไส้กรอกรมควันอย่างละแพ็ค ทุกๆ ครั้งเวลาเข้าเซเว่นโมว์จะเดินไปที่ชั้นเยลลี่จอลลี่แบร์ โมว์จะเรียกว่า "คุณหมี" แล้วจะหยิบห่อละห้าบาทเมื่อก่อนจะชอบกินเยลลี่ถาดๆ เป็นตัวสัตว์น้ำต่างๆ แต่มันแพงแล้วให้น้อย น้าคำนวณแล้วว่าซื้อคุณหมีห้าบาทกินได้เยอะกว่าอีก พูดบ่อยๆ เวลาจะซื้อก็สามารถเบี่ยงเบนให้โมว์กินคุณหมีได้ วันนี้ยังมีคุณหมีที่บ้านอีกสองถุงยังไม่ได้กินก็พยายามอธิบายบอกว่าบ้านเรามีไม่ต้องซื้อหรอก เมื่อวานก็ร้องนิดหน่อยแต่ก็ยอม วันนี้ก่อนออกก็โชว์ให้ดูอีกว่ายังมีคุณหมีอีกนะให้กินก่อนออกจากบ้าน เป็นอันว่าไปครั้งนี้โมว์ไม่ร้องจะซื้อคุณหมีอีกเลย แหม! หลานน้านี่ฉลาดไม่เบา อธิบายก็เข้าใจ นี่ยังไม่สองขวบนะเนี่ยแสนรู้จริงๆ
  • เข้าเรื่องพิซซ่าก่อน เราแวะซื้อมะเขือเทศจากชาวเขาถุงละ 5 บาท ซื้อพริกหวานจากกาดวโรรสสองหัวซาวบาท (20 บาท) ข้าวโพดสองสีสองฝัก 10 บาท
  • แป้งพิซซ่าซื้อแบบสำเร็จมาจากห้างริมปิงห้าแผ่น 45 บาท มอซซ่าเรลล่าขูดกระป๋องละ 50 บาทลดจาก 70 เพราะใกล้หมดอายุ แฮะๆๆ งกๆๆๆ มีชีสสามเหลี่ยมเหลืออยู่กล่องนึง กับเชดด้าชีส แล้วก็ซอสสปาเก็ตตี้สำเร็จรูป 1 ขวด ออริกาโนซองๆ ที่แถมมาให้เวลาสั่งพิซซ่าเราจะชอบเก็บเอาไว้ จำได้ว่าเคยเอามาจากบ้านที่กรุงเทพแต่วันนี้หาไม่เจอ
  • เบ็ดเสร็จซื้อทุกอย่างน่าจะประมาณ 200 กว่าบาท กลางวันนี้ทำแค่สองถาดก่อน ปรากฎว่ากินกันเรียบเลยเพราะถาดนึงกินแบบเต็มที่ก็พอดีหนึ่งคน เราใส่เครื่องตูมมากๆ
  • ขั้นตอนแรกทาเนยบางๆ บนตัวแป้งพิซซ่าก่่อนบางๆ จากนั้นก็ตักซอสสปาเก็ตตี้สำเร็จรูปทาให้พอชุ่มๆ เราชอบแฉะๆ เลยใส่เยอะหน่อย จัดเรีิ้ยงมะเขือเทศ เบคอน ไส้กรอกรมควัน พริกหวาน ข้าวโพดฝานเป็นชิ้นๆ โรยให้ทั่วมากน้อยตามชอบ เราแอบบีบน้ำสลัดใส่ลงไปนิดหน่อย ซอสมะเขือเทศเพิ่มไปอีกหน่อย บิชีสสามเหลี่ยมลงไปครึ่งก้อน เชดด้าชีสหั่นเป็นเส้นๆ หนึ่งแผ่น แล้วก็โรยมอซซาเรลล่าลงไปให้ทั่วๆ มากน้อยตามชอบเลย ก่อนเอาไปอบก็โรยออริกาโนเสียหน่อย
  • เราเอาไปอบในฝาอบลมร้อนไปประมาณ 300-350F ใช้เวลาประมาณ 12-15 นาที คือพอใกล้ๆ 10 นาทีก็คอยดูว่าชีสข้างหน้าเริ่มไหม้เกรียมๆ ก็ใช้ได้แล้ว
  • ชิมดูแล้วรสชาติกำลังดีไม่ต้องปรุงเพิ่ม ซอสสปาเก็ตตี้รสชาติออกเปรี้ยวๆ เราใส่น้ำสลัดลงไปช่วยให้หวานขึ้นนิดหน่อย เครื่องเพียบสุดๆ ข้าวโพดก็หวานถ้าได้ข้าวโพดดิบมาฝานน่าจะดีกว่านี้เพราะเราซื้อต้มแล้วมันมีน้ำแฉะๆ
  • เย็นนี้จะทำเพิ่มอีกเพราะแป้งยังเหลืออีกสามแผ่น เครื่องยังเหลืออีกเพียบเลยคะ ทำเองนับว่าคุ้มมากๆ

วุ้นเส้นผัดแหนม

  • เวลาไม่รู้จะกินอะไรมักจะเดินไปที่กาดวโรรส ก็คือตลาดที่เขาซื้อของฝากกลับไปกรุงเทพกันนั่นหละคะ ที่โด่งดังก็คงจะหนีไม่พ้นร้านหมูดำรงค์เราเดินไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ เรียกว่าอยากกินอะไรเดินไปกาดมีอาหารหมดทุกอย่าง ถ้านึกไม่ออกจริงๆ ก็กินข้าวเหนียวหมูทอดร้านดำรงค์ ณะโมว์ชอบมากเรียกว่าแค่ถือกลับบ้านก็เอามือล้วงจะขอกิน อะไรที่เป็นข้าวนึ่ง โมว์มักขนาด
  • เราชอบซื้อพวกแหนมมาใส่ไข่เจียว ผัดข้าวผัด อย่างที่เคยรีวิวไปแล้ว วันนี้เปลี่ยนใหม่บ้างมาลองทำ "วุ้นเส้นผัดแหนม" กินดีกว่า
  • แช่วุ้นเส้นเอาไว้ก่อนปิดร้าน รื้อๆ ตู้เย็นได้กะหล่ำปลี ผักกาดขาวเล็กน้อย เห็ดเข็มทอง เห็ดหอมสด ต้นหอม
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยตอกไข่ใส่สองฟอง หั่นแหนมแค่ครึ่งแท่งพอ ใส่เห็ดหอมที่เหลือจากทำไข่เจียวใส่เห็ดหอมให้หลานกิน ซื้อมายี่สิบบาททำได้สองมื้อ
  • พอไข่เริ่มจะสุกก็ใส่ผักต่างๆ ลงไป ชอบผักอะไรก็ใส่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหอมใหญ่ แครอท ข้าวโพดอ่อน หรือเห็ดต่างๆ
  • เราใส่ผงปรุงรสเล็กน้อย ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายนิดหน่อย เราบอกแม่ค้าว่าเอาแหนมเปรี้ยวๆ พร้อมกินเลย แต่พี่เดียร์บอกว่ามันไม่ค่อยเปรี้ยวเท่าไหร่ สงสัยต้องซื้อมาเก็บเอาไว้เองมันจะเปรี้ยวสะใจ พอผักเริ่มสุกก็ใส่วุ้นเส้นลงไป ผัดไปเรื่อยๆ จนเส้นนิ่ม ถ้าแห้งไปก็เติมน้ำเล็กน้อย
  • พอเส้นนิ่มแล้วก่อนปิดไฟก็ใส่เห็ดเข็มทองลงไปผัดแค่ไม่กี่ทีเห็ดก็สุกแล้วคะ ถ้าใส่ก่อนมันเละผัดแล้วหายไปรวมกับผักอื่นๆ มองไม่เห็นเลย ก่อนตักขึ้นก็ใส่ต้นหอมลงไปผัดให้เข้ากัน
  • ถ้าใครชอบกินกระเทียมดองก็หั่นกระเทียมดองลงไปผัดด้วยจะอร่อยมาก แต่เอามาโรยหน้าต่างหากเพราะที่บ้านไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่
  • มื้อนี้กินแต่วุ้นเส้นเปล่าๆ กินแทนข้าวเย็นคะ แล้วตักซุปมิโซะมาซดด้วย ล๊ำลำ
ป.ล. ถ้ามีเวลาว่างพรุ่งนี้อาจจะได้โอกาสทำพิซซ่าให้ชิมกันคะ ซื้อแป้งสำเร็จกับมอซซ่าเรลล่าชีสมารอไว้แล้วคะ

ซุปมิโซะ

  • ไม่ได้ทำซุปมิโซะมาหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ ไปกินอาหารญี่ปุ่นแทบทุกเดือน เดือนละหลายๆ หน แถมเราเอามิโซะที่เหลือจากทำซุปมาทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่จนหมด แฮะๆๆ ซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้หมด วันนี้ทำแบบครบเครื่องขาดแต่ปลาแห้งเท่านั้นเอง
  • ทำแบบไวๆ เพราะแอบแว่บหนีมาทำให้โมว์กินตอนเที่ยง ทำไปหลานก็รื้อครัวไป ปวดหัว (กะบาล) มากเลย T_T ตอนนี้ซื้อชุดเครื่องครัวเด็กๆ มาให้ก็ง่วนอยู่กับของเล่นได้นานหน่อยไม่มารบกวนน้าเวลาทำกับข้าว แบบว่าอยากจะทำแบบเราบ้าง แต่ว่าน้าไม่เคยเลียเขียงแบบโมว์นะ บรื๋อออออ
  • ไปห้างริมปิง ได้มิโซะ ลูกชิ้นปลา เต้าหูคินุ สาหร่ายวากาเมะ ส่วนเห็ดเข็มทองมีอยู่แล้ว
  • ตอนเด็กๆ ชอบจังลูกชิ้นปลามีวงๆ แบบนี้ คราวที่แล้วซื้อมากินไม่หมดเน่าไปเสียก่อน
  • ทำแบบรวดเร็วไม่ได้ถ่ายรูปมา ตอนแรกเราแค่เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟจนเดือดแล้วใส่คนอร์รสเห็ดหอมลงไปครึ่งก้อนพอให้ได้รสน้ำซุปใส่มากจะเค็มเพราะมิโซะก็เค็มอยู่แล้ว
  • พอเดือดเราก็ใส่สาหร่ายที่แช่น้ำเอาไว้แล้วมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในหม้อ ตามด้วยเต้าหู้ ลูกชิ้นปลา ต้มไปจนเต้าหู้ลอยขึ้นมาก็ใส่มิโซะ ค่อยๆ ใส่ทีละช้อนโต๊ะ คนให้ละลายแล้วก็ชิมรสชาติว่าเค็มพอดีหรือยัง ใส่มากน้อยตามชอบคะ ใส่มากไปมันก็จะเค็มเกิน
  • พอปรุงได้รสตามชอบ หย่อนเห็ดเข็มทองเป็นอันดับสุดท้าย ปล่อยให้เดือดอีกครั้งก็ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยซุปโรยด้วยต้นหอมซอย คราวนี้ไม่ได้ซื้อต้นหอมญี่ปุ่นมา ไปกาดแล้วไม่เห็นชาวเขาเอามาขาย จริงๆ เราชอบมากมันเผ็ดๆ กว่าของไทย
  • ถ้าจะทำแยกน้ำซุปเหมือนที่เราไปทานในบุฟเฟ่ต์โรงแรมก็ได้คะ แค่ต้มน้ำซุปใส่เต้าเจี้ยวเอาไว้ พอจะทานก็ตักเต้าหู้ที่หั่นเอาไว้ สาหร่ายที่แช่น้ำเอาไว้ ต้นหอมญี่ปุ่น ลูกชิ้นปลาที่หั่นแค่นี้เอง
ถ้วยนี้ของณะโมว์ แต่คุณหลานไม่ค่อยคุ้นเคย ต้องทำการโปรโมทเยอะๆ จะได้อยากลองชิม
  • ประโยชน์ของมิโซะ
มิโซะชิหรุ ( Miso shiru ) หรือ ซุปเต้าเจี้ยว เป็นอาหารที่มีเครื่องปรุงที่ทำมาจาก มิโซะ- Miso (เต้าเจี้ยว) ซึ่ง มิโซะ ได้มาจากการแปรรูปอย่างหนึ่งของถั่วเหลืองโดยใช้วิธีการหมัก ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นานและคุณค่าทางอาหารไม่เปลี่ยน มีคุณค่าทางโภชนาการและโปรตีนสูง มีรสชาติคล้ายสารสกัดจากเนื้อสัตว์ จึงใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารสำหรับคนที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์เป็นอย่างดี (เหมาะสำหรับคนทานเจ) มิโซะยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการถึง 17 ชนิด มีสารชูรสและกลิ่นหอม สารที่ว่านี้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในระหว่างการหมัก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด คนญี่ปุ่นมักนำมิโซะมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหลากหลายชนิด ซึ่งนอกเหนือจากจะทำให้อาหารได้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนในอาหารอีกด้วย มิโซะมีโปรตีน เนื่องจากในถั่วเหลืองมีโปรตีนมากที่สุด แต่เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นบางตัว คือเมทไทออนีนและซีสตีนสูง แต่ไลซีนต่ำ ถ้าคิดเทียบน้ำหนักกับอาหารประเภทอื่น ๆ จะพบว่ามีปริมาณโปรตีนสูง เช่น สูงกว่าเนื้อสัตว์ 2 เท่า สูงกว่าไข่ไก่และข้าวสาลี 4 เท่า สูงกว่าขนมปัง 5-6 เท่า และสูงกว่านมวัว 12 เท่า สารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตในถั่วเหลืองไม่มีแป้ง จึงทำให้ถั่วเหลืองเป็นอาหาร ที่เหมาะสมสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยเกลือแร่ เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก และที่สำคัญคือ ธาตุเหล็กช่วยในการบำรุงโลหิต ถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ ,บี 1, บี 2 ,ดี, อี, เค และไนอะซีน จะพบว่าถั่วเหลืองมีวิตามินบี 2 มากกว่าพืชอื่น ๆ นอกจากนี้ยังพบว่าถั่ำวเหลือง ประกอบด้วยไบโอติน โคลิน และอิโนซิทอล ที่ทำหน้าที่คล้ายวิตามินด้วย
ป.ล. มีซุปมิโซะสำเร็จรูปที่เฮียเป้งซื้อมาจากญี่ปุ่นยังไม่ได้ลองเอามาดูเลย แต่เคยได้ยินว่าแบบผงๆ มันไม่ค่อยอร่อย จริงหรือเปล่าต้องลองดู

เลี้ยงวันเกิดแม่ ที่ร้านสิมิรัน เชียงใหม่

  • เนื่องจากวันที่ 7 กรกฎาคมเป็นวันเกิดของหม่อมแม่ คุณน้องสาว (เดือน) ได้โทรมาย้ำแล้วย้ำอีกให้พาแม่ไปทำบุญ ถึงขั้นโทรมาจากติมอร์นาทีละตั้งดอลล่าร์เพื่อมาย้ำแล้วย้ำอีก แหม เห็นเราเป็นพวกห่างไกลการทำบุญไปได้ แฮะๆๆ ทุกวันนี้เงินแต่ละเดือนหมดไปกับการทำบุญมากกว่าใช้จ่ายเสียอีก แต่ดีที่มีโชคลาภกลับมาอยู่เนืองๆ เอาเงินถูกหวยไปทำบุญแล้วก็ได้รับกลับมาทำให้เราได้รู้สึกว่าการทำบุญไม่ต้องหวังถึงชาติหน้า ก้มหน้าก้มตาทำต่อไปมันก็ได้กลับมาในชาตินี้นั่นหละ (สาธุ)
  • จากที่ปิดร้านพาแม่และครอบครัวรวมทั้งน้องๆ ในร้านไปทำบุญร่วมกันก็กลับมาเปิดร้าน แม้จะเสียรายได้ไปแต่ก็ได้บุญกลับมา ตอนเย็นนั่งเสริช์หาร้านอาหารที่จะพาแม่ไปกินข้าวเย็น ว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลที่อันดามัน ก็กลัวว่าฝนจะตกหนักเพราะที่นั่นเวลาฝนตกน้ำจะท่วมถึงตรงที่นั่งเลย แต่อาหารอย่างที่รีวิวไปแล้วมันอร่อยคุ้มค่าสุดๆ จนตกลงใจกันว่าจะไปกินที่ร้านสิมิรันตรงเส้นที่จะไปแม่โจ้ เลยร้านราดหน้าบ้านสวนของโซ่ยเจ๊กไปนิดเดียว ผ่านบ่อยๆ วันนี้ก็เลยลองแวะไปชิม
  • ทะเลชุบแป้งทอด สั่งมาให้ณะโมว์กินเล่นๆ ก่อน
  • อาหารจานโปรดของครอบครัวไม่เคยพลาดที่จะสั่ง หอยแครงลวกเลือดหยดๆ พี่เดียร์นั่งแกะเปลือกออกให้กินกันง่ายๆ
  • หอยตัวไม่ใหญ่แต่ก็หวานฉ่ำ
  • ปูผัดผงกระหรี่ ปูตัวเล็ก รสชาติพอได้แต่อร่อยสู้ร้านทาโร่ไม่ได้สักร้าน
  • กุ๊ยช่ายขาวผัดเต้าหู้ไข่ สั่งไว้ให้ณะโมว์
  • เอ็นหมูต้มแซ่บของโปรดของหม่อมแม่ แต่หม่อมแม่ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่
  • ปลานึ่งมะนาวรสชาติสะใจมาก แต่กินเยอะไม่ได้เริ่มจะแสบท้องนิดๆ เพราะวันนั้นทั้งวันกินแต่ขนมจีนน้ำเงี้ยวน้องนุชทำมาเลี้ยงแม่ตั้งแต่มื้อเช้า
  • ผัดหมี่ตอนแรกนึกว่าเป็นบะหมี่ที่แท้เป็นมาม่าผัดทะเล รสชาติจืดๆ แต่เหมาะกับเด็กอย่างณะโมว์รู้สึกว่าปลื้มเป็นพิเศษ
  • ดูดเส้นกินอย่างเอร็ดอร่อย
  • กินกันอิ่มแล้วก็ได้ฤกษ์เป่าเค้ก สั่งที่ร้านชาร์โคลเป็นเค้กส้มสดเหมือนปีที่แล้ว เพราะคุณแม่ปลื้ม ทำให้เรานึกถึงตอนเด็กๆ วันเกิดเคยสั่งเค้กส้มของปทุมเค้กรสชาติมันอร่อยมากสำหรับความรู้สึกตอนเด็กๆ แม่บอกว่าอันนี้อร่อยกว่านะ
  • ใจจริงอยากสั่งแบล็กฟอเรสแต่ผู้สูงอายุคงไม่เหมาะ หักห้ามใจกันตั้งนานเลยบอกว่าวันเกิดณะโมว์ค่อยเป็นแบล็กฟอเรสแล้วกัน จริงๆ โมว์ไม่ชอบกินหวานแต่แม่กับน้าอยากกินเค้กช็อกโกแลตเหลือหลาย กินเถอะนะหลานรัก น้าอยากสั่ง แฮะๆๆๆ
  • นับว่าเป็นเค้กที่ทุกคนกินกันหมด ติดที่ว่าครั้งนี้รู้สึกขมผิวส้มไปนิดนึงแต่ก็ยังปลื้มอยู่ดี
  • หม่อมแม่เป่าเทียน สังเกตคุณหลานแอบลุ้นไปด้วย
  • โมว์กินใหญ่เลย
  • แม่ตัดเค้กให้อากงกับอาม่าของโมว์
  • ดูสายตาณะโมว์ กลัวคุณยายตัดชิ้นเล็กไปหรือไงเนี่ย
  • วันนี้แอนส่งรูปวันเกิดน้องเอิรธ์มาให้ดู เปิดให้ณะโมว์ดูแล้วก็บอกให้ลองเป่าเทียนดู ปลายเดือนหน้าโมว์จะฉลองสองขวบแล้วต้องเป่าเทียนให้เป็น โมว์ก็หัดทำท่าเป่าๆ ไม่รู้ว่าวันจริงน้ำลายจะกระเด็นใส่เค้กมากน้อยแค่ไหน