About me

หลายคนเข้ามาเยี่ยมชม blog นี้แล้วมักจะคิดว่า "ดาว" เปิดร้านอาหาร  แล้วเห็นพูดถึงร้าน แล้วจริงๆ  ทำมาหากินอะไรกันแน่ วันนี้ก็เลยขอแนะนำตัวเล็กๆ น้อยๆ นะคะ
มักจะเรียกตัวเองว่าเป็น Freelance Web Designer หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นคนทำเว็บไซต์อิสระ  รับจ้างทำเว็บน่าจะเกือบ 7-8 ปีแล้ว  รับุทำเว็บหมดทุกชนิด แต่เว็บที่ไม่สวยไม่รับทำ  แฮะๆๆ 
เคยสอน
หนังสือก็เป็น Freelance อาจารย์ สอน
ปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ ม.แม่โจ้ อยู่สองปี 
เขาอยากให้เป็น
อาจารย์ประจำแต่ไม่อยากทำงานประจำ
เพราะรู้สึกว่ามันคงไม่ใช่แนวทางของเรา 
ดาวเป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิดเพิ่งจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่เมื่อ  5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไปๆ มาๆ กลางวันจะอยู่ร้านนั่งทำเว็บไซต์ไป แชตไป  ขายของไปด้วย   นั่งเม้าท์กับน้องที่ร้าน วิ่งไล่จับหลาน พาหลานไปแอ่วกาด กับไปไหว้เจ้า (เสี่ยงเซียมซี
เพราะหลานชอบมาก)  ตอนเย็นปิดร้านก็แอบงีบยามหลานหลับแล้วตื่นขึ้นมาเฝ้าหลานจนกว่าจะหลับ เพราะพี่สาวง่วงหลับไปก่อน อิอิ 
ร้านที่ทำไม่ได้เป็นร้านอาหารแต่เป็นร้านขายเสื้อผ้า ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และอีกหลายอย่าง  (แว่บเข้ามาดูเว็บไซต์ร้านได้ตรงนี้คะ)  เวลาอยู่ร้านมักจะแอบแว่บขึ้นมาทำกับข้าว หรือเตรียมอาหารเย็นก็
เลยมีเวลาพอที่จะทำบ้าง ด้วยความที่ทำอาหารบ่อยๆ ก็เลยทำได้ไว  และมักจะทำอาหารตามใจตัว
เองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจจะถูกหลักเหมือนคนอื่นว่าจะต้องใส่อะไรก่อนหลัง เอาตามที่เราสะดวกและถูกต้องในความรู้สึกของตัวเอง
การทำอาหารในความคิดของตัวเอง คิดว่าความอร่อยมันขึ้นอยู่กับคนกิน ขอให้เขากินแล้วอร่อย มีความสุขที่ได้ลิ้มรส ดีต่อสุขภาพ  ก็คิดว่าคือที่สุดของจุดประสงค์ในการทำ ตัวเราเองขณะที่ทำก็มีความสุขไม่ได้รู้สึกว่าลำบากที่ต้องทำ  เวลาเห็นคนในครอบครัวกินแล้วอร่อยมีความสุขที่ได้กินร่วมกันมันก็ยิ่งสุขใจ 
ครอบครัวชอบกินข้าวด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ เมื่อก่อนเวลาพ่ออยู่จะกินข้าวพร้อมกันทุกวัน กินข้าวไปก็คุยกันไป  พอโตขึ้นก็กินด้วยกัน พอมีหลานก็ผลัดกันดูผลัดกันป้อน วิ่งไล่จับหลานสนุกดี เวลาทำอาหารให้หลานแล้วเขากินได้เยอะๆ เราก็ยิ่งมีความสุข
คอนเซ็ปต์ในการทำอาหาร
  • สำหรับที่บ้านมีแต่หนุ่มสาวอายุใกล้จะ 40  กันอยู่แล้ว มีหญิงชราอายุใกล้จะ 70 ปี และละอ่อนหนุ่มน้อยวัยขวบกว่าๆ และกำลังจะมีละอ่อนเพิ่มอีกคน ดังนั้นอาหารส่วนใหญ่ที่ทำสำหรับคนในครอบครัวจะพยายามลดการใช้ผงปรุงรส  ไม่ใส่ผงชูรส หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นไขมัน กะทิ รสหวานจัด เผ็ดจัด เค็มจัดให้มาก แต่ก็มีบ้าง ตามความอยาก  ดาวก็เลยจะเรียกการทำอาหารของตัวเองว่าเป็น Thai fusion food เพราะจะทำตามความเหมาะสมของครอบครัวและประยุกต์ให้เข้ากับการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย  แล้วก็อายุก็ปาเข้าขนาดนี้แล้ว แฮะๆๆ แต่จะให้กินตามหลักสุขภาพจ้าก็ทำไม่ได้เพราะยังมีกิเลสอยู่ นานๆ ทีก็จะแอบทำอาหารที่โปรดแต่ไม่เป็นมิตรต่อรอบเอว แฮะๆๆ

ยำมะม่วง+ก้างปลากรอบ

หน้าร้อนแบบนี้มะม่วงออกลูกเยอะแยะ ถ้าอยู่บ้านที่กรุงเทพก็คงจะมีมะม่วงหลายพันธุ์ให้เด็ดกินจากสวนในบ้าน แต่อยู่เชียงใหม่ต้องซื้อเอาในกาด แต่มันไม่เปรี้ยวสะใจแม้แต่แรด สมัยนี้มะม่วงแรดไม่เห็นเปรี้ยวเลย ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เสียแล้วมั๊ง
น้องนุชน้องที่ร้านเลยไปเด็ดมะม่วงลูกกลมๆ ไม่รู้ว่าพันธุ์อะไรจากต้นมะม่วงที่อยู่ในหมู่บ้าน ประมาณว่าเป็นมะม่วงสาธารณะที่เขาปลูกในสวนของหมู่บ้าน เอามา 4 ลูก เราก็เลยเอาทำยำมะม่วงกินกับก้างปลาทอดกรอบซื้อมาเป็นถุงๆ ถุงละสิบบาทเอง ชอบกินมากซื้อกินทีละสองถุงแป็บเดียวก็หมด ถ้าณโมเห็นก็จะขอกินบอกว่าเอากรอบๆ  เคี้ยวก็ไม่ค่อยออกแต่อยากกินก็ต้องเลือกตรงที่มันไม่แข็งมาก 
เราไม่ได้ใช้มีดซอยมะม่วงเพราะมันบางไป แต่ฝานเป็นชิ้นบางๆ แล้วก็ซอยเป็นเส้นๆ  จะทำให้ได้เส้นสวยกว่า จากนั้นก็สอยหัวหอมสัก 4-5 ลูก ถ้ามีเวลาสักหน่อยจะเอาน้ำปลาใส่ถ้วยตักน้ำตาลลงไปผสมกันให้ออกเค็มๆ หวานๆ แล้วก็เข้าไมโครเวฟสัก 1-2 นาทีแล้วเอามาคลุกกับมะม่วง แต่วันนี้ไม่มีเวลาเพราะแอบแว่บขึ้นมาทำตอนบ่ายต้องรีบลงไปเฝ้าร้านต่อ ก็เลยแค่ใส่น้ำปลาน้ำตาลทรายพริกป่นคลุกๆ ให้เข้ากันแล้วก็ชิมรสตามใจชอบ
เวลาจะทานก็เอาก้างปลา หรือ
ปลากรอบๆ คลุกใส่ด้วยกัน  ใครชอบกุ้งแห้ง หรือถั่วลิสง เม็ดมะม่วงก็เอามาใส่ได้ แต่เราไม่ค่อยชอบ  แค่นี้ก็เลิศแล้วเน้นกินมะม่วงเปรี้ยวๆ สะใจมากๆ

หมูนุ่มผัดกระเพรา สูตรแม่ดาว

จากที่ได้แนะนำวิธีหมักหมูนุ่มๆ ไปแล้ว (สูตรหมูหมักนุ่มๆ กดตรงนี้คะ) ดาวก็หมักหมูเอาไว้ตอนสายๆ เย็นๆ ก็เอามาผัดให้พี่เดียร์กิน แบบต้องรีบผัดด้วยเพราะคนท้องหิวรุนแรงมาก

หมูที่หมักจะมีแป้งมันเคลือบอยู่ถ้าไม่ชอบก็ล้างออกไม่ต้องกลัวว่าหมูจะจืด เพราะเคยเอามาลวกแล้วเนื้อหมูยังมีกลิ่นน้ำมันงา กระเทียมพริกไท และมีรสเค็มๆ อยู่แต่ไม่มาก
ผัดกระเพราก็เหมือนทั่วๆ ไป  คือตำกระเทียมกับพริกตามชอบเลยคะ มากน้อยตามสะดวก จากนั้นก็ใส่น้ำมันดาวจะใช้น้ำมันมะกอกเล็กน้อยผัดกับกระเทียมพริกตำ พอกระเทียมเริ่มเหลืองๆ ก็เอาหมูหมักลงไปผัด ครั้งนี้ดาวไม่ได้ล้างหมูเอาแป้งมันออกใช้แบบนั้นเลย  เหยาะน้ำลงไปหน่อยจะทำให้ผัดง่ายขึ้น
พอหมูเริ่มสุกก็ใส่หอมใหญ่ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาล พริกไท แล้วก็ใส่ใบกระเพราปิดไฟได้เลยคะ

รู้จัก “ไวรัสไข้หวัดหมู” มฤตยูสายพันธุ์ล่าสุด!

ภายหลังข่าวที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่และปอดบวมในประเทศเม็กซิโก ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2552 และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีผู้ป่วยรวม 854 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 59 ราย ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยรวม 50 ราย ส่งตรวจพบว่า 17 ราย เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ที่ต้องตกตะลึง คือ เชื้อมฤตยูนี้เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ของคน โดยมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วย                แน่นอนว่า รายงานชิ้นดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั้งโลก วันนี้จึงควรมาทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อ “ไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ H1N1” หรือ “เชื้อไวรัสไข้หวัดหมู” กัน...
       ** รู้จักหวัดหมูพันธุ์ใหม่                ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้รายละเอียดว่า ไข้หวัดใหญ่ที่พบในคนตามฤดูกาลส่วนมากจะเป็น สายพันธุ์ H1N1 และ H3N2 ซึ่งมีการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ วัคซีนที่ใช้ในการป้องกันทุกปี และต้องมีการฉีดวัคซีนประจำปีที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่จะมีการระบาด ก็จะสามารถป้องกันโรคได้                อย่างเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ก็จัดเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A ซึ่งระบาดอยู่ในสัตว์ปีก และสามารถติดเชื้อข้ามสายพันธุ์มายังมนุษย์ได้ แต่ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 เป็นสายพันธุ์รุนแรงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ                สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูนั้น ก็เป็นไข้หวัดใหญ่ชนิด A เช่นกัน พบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ในปัจจุบันที่พบบ่อยรวมทั้งในประเทศไทย จะเป็นสายพันธุ์ H1N1, H1N2 และ H3N2 ซึ่งลักษณะสายพันธุ์ไม่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ในมนุษย์ มีรายงานน้อยมากที่จะข้ามมายังมนุษย์                “ในส่วนการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดหมู ที่พบในประเทศเม็กซิโก และอเมริกานั้น เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ เป็นสายพันธุ์ที่มีชิ้นส่วนของพันธุกรรมเกิดจากการผสมผสานของไข้หวัดหมู ที่เคยมีรายงานในอเมริกา หรือ ยุโรป และเอเชีย รวมทั้งชิ้นส่วนพันธุกรรมของไข้หวัดที่เคยรายงานไว้ในอเมริกาเหนือ จึงถือได้ว่าเป็น “ไวรัสสายพันธุ์ใหม่” และเมื่อดูองค์ประกอบเปรียบเทียบกับวัคซีน H1N1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกันไม่ถึง 80% ...บ่งชี้ให้เห็นว่า การป้องกันด้วยวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันก็ไม่น่าจะได้ผล อย่างไรก็ตาม ไวรัสดังกล่าวยังคงตอบสนองต่อยาต้านไวรัส ได้แก่ Oseltamivir (Tamiflu) และ Zanamivir แต่สามารถดื้อต่อ ยา Amantadine ได้เช่นกัน” ศ.นพ.ยง ขยายความ                ** การแพร่เชื้อ อาการ                กับคำถามที่ว่าการแพร่เชื้อนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วหากกินหมูจะติดโรคหรือไม่นั้น นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา                แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้บริโภคทั้งหลายหายกังวลได้เปลาะหนึ่ง คือ เชื้อนี้ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู!!!                สำหรับอาการที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก นอกจากนี้ในบุคคลที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการที่รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการคล้ายจะเป็นหวัด มีไข้สูง ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์ทำการวินิจฉัย รักษา และควบคุมโรคต่อไป                “หากป่วยและมีอาการ ควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด ประชาชนทั่วไปควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผัก ผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า ล้างมือบ่อยๆ” นพ.ปราชญ์ เสริม
       ** เตรียมพร้อมรับมือโรคพันธุ์ใหม่                ด้านการเตรียมการ ป้องกันเฝ้าระวังโรคนั้น ได้รับคำยืนยันจาก นายวิทยา แก้วภราดัยรมว.กระทรวงสาธารณสุข ไปแล้วว่า ในไทยยังไม่พบเชื้อไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศเม็กซิโก แต่ทั้งนี้ก็ได้สั่งการให้สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการเฝ้าระวังโรค รวมทั้งเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย การเตรียมเครื่องมือและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการเดินทางระหว่างประเทศ โดยประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา อย่างใกล้ชิดด้วย                นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานศูนย์ปฎิบัติ การควบคุมโรคอุบัติใหม่กระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำด้วยว่า ได้จัดเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวังป้องกันของไทยขั้นสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่คนไทย จะไม่ป่วยจากโรคดังกล่าว ซึ่ง “ขณะนี้โรคนี้ยังไม่มีการระบาดสู่ไทย” แต่ถึงอย่างไรก็ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์โรคนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งการป้องกันเฝ้าระวัง ทุกจุดผ่านแดน และความพร้อมของสถานบริการเพื่อการรักษา                        ** ด่านสกัดตั้งแต่ประตูสู่ประเทศ                นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับผู้แทนองค์การอนามัยโลก เมื่อคืนวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก ยังไม่ได้ประกาศให้การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินระดับ 4 ซึ่งหมายถึงการระบาดใหญ่ แต่ยังเป็นแค่ระดับ 3 คือ ให้เน้นเรื่องของการเฝ้าระวังและควบคุมการระบาดในแต่ละพื้นที่เท่านั้น                ในส่วนของประเทศไทยได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ เตรียมพร้อมในการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ “เทอร์โมสแกนเนอร์” บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติโดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในจุดที่มีเครื่องบิน หรือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดคือเม็กซิโก และบางส่วนของสหรัฐอเมริกา พร้อมแจกเอกสารคำเตือนด้านสาธารณสุข (Health Card) แก่ผู้ที่จะเดินทางเข้าและออกนอกประเทศ ในส่วนของคนไทยได้เตือนให้งดการเดินทางไปประเทศเม็กซิโกและบางรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนีย เทกซัส ที่มีการระบาดของโรคในขณะนี้ รวมทั้งให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขขึ้นที่กรมควบคุมโรค และหากมีความจำเป็นอาจจะต้องเปิดศูนย์ปฏิบัติการในระดับกระทรวง เพื่อเป็นวอร์รูมในการติดตาสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดต่อไป                ** กินหมูได้ไม่ติดโรค!!                “ข่าวการระบาดของโรคนี้ อาจทำให้ประชาชนไทยเกิดความวิตก กลัวติดเชื้อ และไม่กล้ากินเนื้อหมู จึงขอให้ข้อมูลว่า โรคระบาดดังกล่าวไม่ใช่โรคที่ติดจากการรับประทานหมู แต่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีสารพันธุกรรมของหมูและคนผสมกัน เป็นการกลายพันธุ์ของเชื้อในตัวคน ติดต่อจากคนสู่คนไม่ใช่จากหมูมาสู่คน ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำว่า ให้เฝ้าระวังผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และปอดบวมอย่างใกล้ชิด”อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว                ทั้งนี้ นพ.มล.สมชาย บอกย้ำความมั่นใจด้วยว่า กรมควบคุมโรคได้จัดเตรียมยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ ซึ่งมีเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศเม็กซิโก แต่เชื้อนี้มียาต้านไวรัสที่รักษาได้ นอกจากนี้ ไทยยังมีระบบที่ใช้ตลอดปี คือ การเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวมเพื่อคัดกรองหาโรคไข้หวัดนก ซึ่งปกติไข้หวัดใหญ่ในคนจะพบเชื้อ H3N2 มากกว่า H1N1 อยู่แล้ว การเฝ้าระวังจึงสามารถเพิ่มเติมรองรับใช้กับโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้ได้
ที่มา: เว็บเมเนเจอร์

รวมมิตรใส่ขนุน (ของหวานคลายร้อน)

  • ใจจริงอยากกินลอดช่องสิงคโปร์มากๆ นึกถึงป้าแต๋วขายขนมแถวบ้านที่กินกันประจำเมื่อก่อน ตอนหน้าร้อนเขาจะทำลอดช่องสิงคโปร์ทำเส้นใหม่ๆ สดๆ เองทุกวันอร่อยมาก มาที่นี่ก็ได้กินบ้างเห็นขายในกาดแต่ไม่อยากกินมันสกปรก อยากจะทำเองมากกว่าแต่ทำไม่เป็น  ก็เลยนึกถึงร้านขายเครื่องที่ใส่ในน้ำแข็งไสที่กาดต้นลำใย เขาจะขายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นลูกชิด มันเชื่อม ข้าวโพดแกะเป็นเม็ดๆ วุ้นมะพร้าว แล้วก็ตัวแป้งที่เอาไว้ทำรวมมิตร  เคยคิดจะซื้อเฉาก๊วยมากินแต่มันสกปรกมากกะละมังดำปี๋เหมือนมีสนิม  ก็เลยลองซื้อเส้นๆ สำหรับทำรวมมิตรมาต้มเองกิโลละ 20 บาท ได้เยอะมาก เลยแบ่งให้น้องที่ร้านไปครึ่งกิโล  แล้วเดินไปซื้อกะทิชาวเกาะกล่องละ 17 บาท และขนุม 3 ขีด 25 เมื่อก่อน 20 เอง
  • ครึ่งกิโลทำได้หนึ่งชามใหญ่ๆ เชียวหละ มาดูกันคะว่าทำกันง่ายๆ ยังไง
  • เส้นที่ซื้อมาให้แม่ค้าหยิบผสมๆ กันมามีหลายรูปร่างหลายสีทั้งชมพู เขียว ฟ้า ม่วง ส้ม ขาว ทั้งเส้นยาวตรงๆ เส้นหัวท้ายเรียว เป็นก้นหอย เป็นสีี่เหลี่ยม จะหยิบเองก็ได้แต่ให้แม่ค้าหยิบดีกว่า
  • ตั้งน้ำเดือดๆ แล้วค่อยๆ เทเส้นรวมมิตรลงไป ต้มค่อนข้างนานหน่อยเพราะมันมีตัวหนาบางไม่เท่ากัน สังเกตว่าัเส้นมันจะใสๆ แล้วลอยขึ้นมา
  • พอสุกแล้วก็ตักใส่กะละมังที่มีน้ำธรรมดาแช่สักพัก
  • จากนั้นก็เอาใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ เห็นสีสันตัวใสๆ น่ากินดี
  • เทกะทิใส่หม้อจนหมดกล่องแล้วเทน้ำเพิ่มไปอีกสัก 1 ถ้วยตวงเติมเกลือเล็กน้อย ต้มจนมันเดือดแต่อย่าให้แตกมัน  พอกะทิเย็นแล้วก็เทใส่ชามเอาตัวรวมมิตรที่ต้มแล้วลงไปน้ำกะทิ หั่นขนุนหรือฉีกเป็นเส้นๆ ลงไปด้วย เวลาทำกินเองจะใ่ส่เยอะแค่ไหนก็ได้ เพราะซื้อเขากินให้แค่เส้นสองเส้นกินแล้วเซ็ง 
  • รวมมิตร 10 บาททำได้ชามใหญ่มาก เราเอาชามสลัดใบใหญ่มาใส่  ทำน้ำเชื่อมใช้น้ำเปล่า 1 ส่วนกับน้ำตาลทราย 1 ส่วนต้มจนเดือดและน้ำตาลทรายละลาย เวลาจะทานก็เอาน้ำเชื่อมใส่ถ้วย ตักรวมมิตรพร้อมกับกะทิขนุนที่ทำไว้ ใส่น้ำเชื่อมมากน้อยแล้วแต่ความชอบ เรารอจนหลานตื่นก็เอาน้ำแข็งใส่เครื่องหั่นสับซอยของ  MARA ปั่นน้ำแข็งจนเป็นเกล็ดหิมะแล้วเอามาใส่ ที่ต้องรอหลานตื่นเพราะเสียงปั่นน้ำแข็งมันดังมากเดี๋ยวตกใจตื่น 
  • ทำไ้ว้เยอะ็มากก็เลยแจกจ่ายข้างร้าน ใส่ถุงให้คนทำงานบ้านเอากลับไปกินบ้าง  เรากินแค่ถ้วยเดียว เส้นกับขนุนน้าดาวกิน ส่วนน้ำกะทิหวานๆ เย็นๆ ก็ตักป้อนหลาน  เมนูเหมาะสำหรับให้เด็กกินตอนบ่ายๆ หลังจากตื่นนอน สำหรับผู้ใหญ่ก็เอาไว้กินชื่นใจยามร้อนตับแล่บแบบนี้ 
ป.ล.  เสียดายที่ขนุนมันไม่หง่อม ถ้ามันหง่อมๆ จะเละๆ หวานๆ มันจะให้กลิ่นหอมหวาน หรือใครชอบกลิ่นนมแมวก็ซื้อมาเหยาะใส่ แต่สมัยนี้คนไม่ค่อยชอบกลิ่นนี้เท่าไหร่ อ้อ! ก่อนเสิรฟ์เราเหยาะนมข้นจืดโรยหน้าด้วยจะได้หวานมันๆ 

วิธีหมักหมูนุ่ม


ใช้เวลานานมากกว่าจะหมักหมูได้นุ่มลิ้นเหมือนกับร้านราดหน้าชื่อดัง หรือแม้แต่ราดหน้าหน้าปากซอยบ้านอร่อยมาก (เป็นเจ้าเดียวกับทำผัดกระเพราทะเลได้อร่อยที่สุดในโลก)  เมื่อก่อนยี่สิบบาทให้หมูเพียบ แม่ชอบให้เดินไปซื้อเวลาอยู่บ้าน เขาให้หมูชิ้นใหญ่มากๆ แล่ไม่หนาเคี้ยวแล้วนุ่มๆ เต็มปากเต็มคำ

เสริช์หาสูตรตามเน็ตลองทำตามหลายๆ สูตรจนประยุกต์เอาแบบมั่วๆ ประเด็นที่ทำให้หมูนุ่มก็คือ แป้งมัน ส่วนโซดาไบคาร์บอเนตหรือผงฟูมีส่วนเล็กน้อยให้มันเปื่อยๆ  

วิธีทำ
  • หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นบางๆ ใหญ่หน่อยจะได้น่ากิน  หมูประมาณ 3-4 ขีดใส่ผงฟูหรือโซดาไบคาร์บอเนตประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ อย่าใส่มากจะทำให้รสเฝื่อน พอใส่ผงฟูก็ใช้มือคลุกเคล้าให้เข้า
  • โขลกรากผักชีกระเทียมพริกไทใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส (อันนี้ตามชอบ)  ใส่แป้งมันประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน เก็บใส่ทัพเฟอร์แวร์แช่ในช่องธรรมดาสัก 3-4 ชั่วโมงก็เอามาทำกับข้าวได้
  • ถ้าชอบกลิ่นน้ำมันงาก็ใส่ลงไปสัก 1 ช้อนโต๊ะ จะทำให้หอมมากๆ
  • ส่วนใหญ่ดาวจะหมักเอาไว้ติดบ้าน เอาไว้ทำราดหน้า หมูผัดพริกหยวก ใส่สุกี้ ผัดซีอิ๊ว หมูผัดกระเีทียมพริกไท หรือจะทำยำหมูนุ่มก็ได้คะ

บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นที่โรงแรมเซนทาราดวงตะวัน เชียงใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่แล้วไปกินอาหารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่นที่โรงแรมเซนทาราดวงตะวัน (เชียงใหม่)  ร้านนี้เป็นที่โปรดของครอบครัว เพราะนับว่าคุ้มค่ามากๆ ราคาหัวละ 270++ ค่าน้ำชาเขียวรีฟิวหัวละ  35++ มีบัตรสมาชิกก็ลดได้อีก 15%  ที่บ้านไปกินและแนะนำคนไปกินจนเขาให้บัตรฟรีบ้าง  คราวก่อนเขาเปิดห้องอาหารใหม่ก็เอาติ่มซำมาฝากที่ร้าน ที่บ้านถ้าเป็นวันเกิี่ดคนในครอบครัวก็จะจองกินกันทั้งตระกูลประจำ  เมื่อก่อนจะต้องมากินเดือนละ 2 หนเป็นอย่างต่ำๆ แต่เขยคลอเลสเตอรอลสูงเดือนที่แล้วงดไปกิน
สงกรานต์ที่ผ่านมาวันเิกิดพ่อพี่เขยไม่ได้ตรงกับวันศุกร์กับเสาร์ซึ่งเป็นวันที่มีบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น ก็เลยไปทานที่อื่่น  วันนี้ก็เลยได้โอกาสไปกินกัน เพราะทน (ความอยาก) ไม่ไหว
ถ้าเราโทรไปจองก่อนเขาจะแถมชาเขียวรีฟิวให้ด้วย ถ้าจัดวันเกิดแล้วบอกล่วงหน้าเขาก็จะมีเค้กวันเกิดให้ด้วย  มาดูกันคะว่าดาวกินอะไรไปบ้าง
  • อุด้งเย็น เมื่อก่อนไม่เคยตักเลยเพราะเคยกินที่ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายหนแล้วแต่ไม่ปลื้ม แถมเปลืองเนื้อที่ในพุงด้วย แต่ตอนปีใหม่ไปกินกับน้องซีที่ร้านตรงตรอกข้าวสาร เขาใส่วาซาบิในซุปด้วยเราชิมแล้วอร่อยเผ็ดสะใจดี จากนั้นก็เลยต้องตักมากินประจำซดกินน้ำซุป เส้นก็นิ่มๆ
  • ของโปรดของครอบครัวที่ต้องตักกันอย่างแรกคือ ยำแมงกระพรุนพร้อมน้ำพริกเผา กิมจิที่นี่อร่อยมากเราชอบเอาเนื้อปลาแซลมอนในบาร์ซูชิมาคลุกๆ กิน ส่วนด้านซ้ายสุดเป็นยำสาหร่ายกินอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว เพราุะไปกินตามร้านอาหารได้นิดเดียว แถมบางทีก็ปนอย่างอื่นมาด้วย ที่นี่มีแต่สาหร่ายล้วนๆ ใส่ขิงน้ำมันงาห๊อม หอม
  • เดินไปตักกิมจิแล้วก็เอาเนื้อแซลมอนสดใส่แตงกวาสไลด์กรอบๆ 
  • ข้าวปั้นหยิบมาแค่ 3 ชิ้นไม่อยากกินเยอะตัดกำลัง เมื่อก่อนตรงบาร์ซูชิจะมีเชฟญี่ปุ่นมาแล่ซาเซมิแต่ตอนนี้หายไปแล้ว
  • ไข่ตุ๋นเอามาป้อนให้หลาน สมัยโมเป็นเบบี๋ไม่ยอมกินแต่วันนี้กินไปครึ่งถ้วยเลย
  • เห็นแล้วอยากกินอีก
  • ณโมเริ่มโตแล้ว อยากกินอะไรก็บอกได้ สั่งอีกต่างหากว่าจะกินอะไร ถ้าบอกแล้วป้อนอย่างอื่นจะคายทันที 
  • เทมปุระวันนี้ไม่อร่อยเลย ทอดไม่เหมือนแบบญี่ปุ่น อมน้ำมันแป้งไม่เหมือนเดิม ถึงว่ามันเหลือเยอะ คราวก่อนต้องคอยแกล้งเดินวนเวียนแถวๆ กระทะถ้าจะตักขึ้นคนจะมารอเต็มเลยคว้าที่คีบรอกันเลยทีเดียวแต่ัวันนี้มีกุ้งให้คีบเพียบเลย แต่น้ำจิ้มยังอร่อยเหมือนเดิม
  • เมื่อก่อนจะกินอาหารทะเลปิ้งย่างต้องเลือกแล้วใส่จานเอาเบอร์ไปแลกตอนเขาย่างเสร็จ หลังๆ เลือกอย่างได้กินอย่าง หลังๆ เขาเลยย่างเอาไว้ไม่ต้องรอคีบเลย ของโปรดของเราต้องกินอย่างต่ำ 6 ตัว  อุ้มณโมไปดูกุ้งปลาหมึกสอนให้เขารู้จัก โมชี้จะกินตอนแรกไม่เชื่อว่ิาจะกิน แต่ยืนยันว่าจะกินจริงๆ ก็เลยลองหยิบไปสองตัว ก็กินหมดเลยไปเอามาอีก นอกจากจะมีกุ้งแล้วก็จะมีหนวดปลาหมึกชิ้นใหญ่ๆ เนื้อปลาหมึก เนื้อวัว เนื้อปลา บางวันจะมีหอยเชลล์ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ด้วย
  • อันนี้จานของคนอื่นแอบถ่า่ยมา มีแคลิฟอร์เนียมากิ ข้าวปั้นหน้าไข่หวาน เทมปุระพริกหวาน
  • บางทีก็มีกุ้งไม่สดปนๆ มาบ้างแต่ไม่มากอาจจะเป็นกุ้งค้าง แต่ตัวไหนใหม่ๆ ก็หวานสด
  • จานนี้ของแม่พี่เขย ตักแครอท ไชเท้า แตงกวาสไลด์มาเยอะเลย 
่้
  • ปิดท้ายด้วยเทมปุระกุ้ง กับฟักทอง จริงๆ ชอบหอมหัวใหญ่ทอดมาาแต่วันนี้ไม่มี พี่เดียร์ไปสสั่งเขาแต่ไม่ยอมไปเอาเนื่องจากอิ่มแล้ว

ผลไม้รวมชื่นใจ

หน้าร้อนเป็นหน้าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้  ที่บ้านจะมีผลไม้ติดบ้านไว้ตลอดเพราะต้องซื้อมาไหว้พระ ไหว้พระพิฆเนศร  ไหว้เจ้าจีน วันหนึ่งต้องซื้อเยอะมากกินแทบไม่ทัน  ตั้งแต่เด็กๆ แม่ชอบปลอกแล้วก็หั่นผลไม้แช่ตู้เย็นเอาไว้  เวลาค่ำๆ ก็จะทำใส่จานเอาไว้ให้พ่อเวลากลับจากทำงาน เวลาเปิดตู้เย็นทีไรก็แอบหยิบกินประจำ
จำได้ว่าแม่สอนให้แกะละมุดเป็นดอกไม้บ้าง ใบไม้บ้าง บางทีก็หลอกให้แข่งกันปลอกลูกตาล จริงๆ แล้วแม่จะให้เราช่วยปลอกนั่นเอง พอโตมาไม่ชอบปลอกผลไม้ใดๆ ทั้งสิ้น ชอบทำกับข้าวอย่างเดียว  อยากกินผลไม้ก็รอแม่ปลอก แฮะๆๆ
พอมีหลานแม่ก็จะทำผลไม้ปลอกเปลือกเอาเมล็ดออกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ  แช่เย็นเอาไว้พอบ่ายๆ หลังจากที่ตื่นนอนกลางวันก็จะป้อนให้กินชื่นใจ  เรายังจำได้ตอนเรียนอนุบาลกลับจากโรงเรียนย่าทำเยลลี่เย็นๆ ใส่พิมพ์การ์ตูนน่ารักๆ ให้กิน  โตมาก็ทำเป็นป้อนหลานไปแอบกินไปแบบเนียนๆ  ของโปรดณโมจะ่เป็นองุ่นไร้เมล็ดปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ  ส้มเอากากใยแข็งๆ ออกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เชอรี่ก็ชอบแต่น้
าไม่ค่อยสนับสนุนเพราะมีตัวหารเพิ่มเวลากินก็มันแพง เวลาในห้างมันลดราคาทีไรก็ไปโกยเก็บมาเอากิน ถ้ามันแพงก็ไม่ซื้อกินหรอก  สตอเบอรี่เปรี้ยวๆ ก็ไม่กิน ส่วนมะปรางแม่จะปลอกเปลือกเอาไว้ให้ ถ้าของหลานจะหั่นเป็นชิ้นๆ  แช่เย็นเอาไว้กินกันหลังอาหารเย็น

แหนมผัดไข่ใส่กระเทียมดอง

แหนมผัดไข่สูตรนี้ได้มาจากที่ทำข้าวผัดแหนมใส่กระเทียมดอง ใครไม่ชอบกระเทียมดองก็ไม่ต้องใส่ก็ได้ จะผัดไว้กินกับข้าวหรือจะใส่ข้าวลงไปผัดก็กลายเป็นข้าวผัดแหนมแล้ว ง่าย สะดวก รวดเร็วจริงๆ
  • เอาแหนมป้าย่นหนึ่งแท่ง (แท่งละ 35 บาท) มาหั่นเป็นชิ้นๆ ถ้าชอบแบบละเอียดๆ ก็ยีเนื้อก่อนผัด 
  • ดาวใช้น้ำมันมะกอกเทใส่ในกระทะจนเริ่มร้อนก็ใส่หอมหัวใหญ่หั่นสักหนึ่งลูกใหญ่ผัดจนหอมใส่แครอทหั่นลูกเต๋า กระเทียมดองหั่น จากนั้นก็เอาแหนมลงไปผัดให้สุกจะได้ไม่เป็นพยาธิ  เวลาเลือกซื้อแหนมก็เลือกแบบที่เป็นแหนมไบโอก็จะดีกับสุขภาพ
  • พอทุกอย่างสุกก็ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำตาลเล็กน้อย ใส่พริกไทไปนิดนึง แล้วก็ตอกไข่ใส่สองฟอง  ก่อนลงก็หั่นต้นหอมใส่ลงไปด้วย

ต้มแซ่บกระดูกหมู (่อ่อน)

จากวันที่ไปเดินห้างริมปิงคราวก่อนได้ซี่โครงหมูมาอบน้ำผึ้งไปแล้ว เราก็ได้กระดูกหมูอ่อนลดราคาติดไม้ติดมือมาอีกหนึ่งแพ็ค ตอนเช้าหลังจากที่หมักซี่โครงหมูแล้วก็ ตั้งน้ำใส่ในหม้ออัดแรงดัน หรือ หม้อ  Prestige ประจำตระกูลแม่ใช้มาตั้งแต่เราเด็กๆ หอบขึ้นเครื่องมาไว้ที่บ้านเชียงใหม่ด้วย (เอากับเขาซิหม่อมแม่)

เอาน้ำใส่หม้อต้มจนเดือดก็ใส่เครื่องต้มยำต่างๆ เช่นหอมแดง ตะไคร้   ใบมะกรูด  ผักชีลาว   เราเอาหอมแดงไปคั่วในกระทะให้มันไหม้ๆ ก่อนเล็กน้อย ถ้ามีพริกแห้งก็คั่วหรือทอดแล้วตำหยาบๆ ใส่น้ำจะดูสีสวย  ต้มให้พอสมุนไพรต่างๆ หอมแล้วก็ค่อยๆ หย่อนกระดูกหมูอ่อนที่เราล้างผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วลงไป ไม่ต้องไปคนมันหย่อนอย่างไรก็ไว้อย่างงั้น รอให้เดือดก็คนให้น้ำท่วม ใส่เกลือหรือผงปรุงรสไปสักหน่อยให้พอเค็ม เราก็ปิดฝาหม้อวิ่งลงไปเฝ้าร้าน แล้วอีกสักครึ่งชั่วโมงขึ้นมาดูใหม่กระดูกหมูก็เปื่อยนุ่ม  ถ้าไม่มีหม้อแรงดันก็ใช้หม้อธรรมดาจะใช้เวลานานกว่า เราใส่เห็ดออเรนจิเพราะมันเก็บไว้ได้นานถ้าเป็นเห็ดฟางต้องกินให้หมดวันเดียว เชียงใหม่มีเห็ดออเรนจิเยอะ แม่มีเจ้าประจำซื้อได้ถูกมากวันนี้แม่ซื้อแบบเล็กๆ มาถุงละ 30 บาท ถ้าเป็นแบบใหญ่ๆ จะแพงกว่า แต่เราไม่ชอบกินเล็กๆ พอดีคำไม่ต้องหั่นด้วย 
ไม่ได้อยู่เชียงใหม่นานเลยไม่รู้ว่าน้ำพริกเผาหมด พอจะเอามาปรุงไม่มีก็เลยเอาพริกป่นสีแดงๆ สวยๆ มาดใส่ แล้วก็ใส่พริกขี้หนู น้ำปลา มะนาว น้ำตาลนิดหน่อย ชิมให้แซ่บๆ โรยหน้าด้วยผักชี  
มะนาวหน้านี้แพงมาก ซื้อที่เชียงใหม่ลูกเล็กๆ ลูกละ 3 บาท น้ำน้อย ช่วงนี้เลยงดอาหารรสแซ่บไปพักนึงก่อน เพราะเดี๋ยวก็หน้าฝนแล้ว ทีนี้จะกินเข็ดฟันไปเลย

กระดูก (ซี่โครง) หมูอบน้ำผึ้ง

ไปเดินห้างริมปิงตอนกลางคืนเห็นเขาลดราคาซี่โครงหมูก็เลยหยิบมาสองแพ็ค  วันรุ่งขึ้นตำกระเทียม รากผักชี พริกไทให้ละเอียดจากนั้นก็ตักใส่กะละมังใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว แล้วก็เติมน้ำผึ้งลงไป เอานิ้วแตะๆ ชิมให้ออกเค็มๆ หวานๆ  จากนั้นก็เอาซี่โครงหมูที่ล้างน้ำผึ่งจนหมาดๆ แล้วลงไปคลุกให้เข้ากัน เวลาคลุกใช้มือคลุกจะทั่วถึงดี  หาอะไรมาปิดกะละมังไว้แล้วทิ้งอุณหภูมิห้อง จนเกือบเที่ยงก็เอาอบในหม้ออบลมร้อน เอาหมูวางบนตะแกรงแล้วเอาจานทนไฟหรือเซรามิครองก้นเอาไว้ เผื่อรองน้ำและน้ำมันของหมูไหลลงไป แต่ถ้าใครชอบแบบแฉะๆ ก็เอาทั้งน้ำที่หมักหมูกับซี่โครงใส่จานทนไฟแล้วอบเลยก็ได้ 

ดาวจะวางหมูบนตะแกรง แล้วเปิดไฟแรงสัก 300 F ตั้งเวลา 10-15 นาที พอไฟตัดก็เอาน้ำมันที่จานรองมาทาๆ บนซี่โครงให้ทั่วมันจะเป็นมันสีสวยงาม จากนั้นก็กลับอีกด้าน แล้วก็อบใหม่ ต้องคอยหมั่นดูอย่าให้ไหม้ เพราะเราใส่น้ำผึ้งมันหวานจะทำให้ไหม้ง่าย ส่วนเวลาเราต้องคอยสังเกตเองเพราะชิ้นของซี่โครงเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน อ้อ! เ อาด้านที่มีเนื้อเยอะๆ  หั่นให้โดนไฟก่อนจากนั้นก็ค่อยพลิกด้านที่มีเนื้อน้อยๆ ใช้เวลาสั้นกว่าด้านแรก  แต่ถ้ามีเตาอบอาจจะอบได้พร้ิอมกันไฟบน ไฟล่าง 
ซื้อเป็นชิ้นใหญ่ๆ ไม่ต้องสับมาก็ดูน่าทานดี อบเสร็จค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ  

ย้อนตำนาน ข้าวแช่ 3 ตำรับชาววัง

       
       พออย่างเข้าหน้าร้อนทีไร คนโบราณจะนึกถึง “ข้าวแช่” ขึ้นมาทันที ข้าวเม็ดสวย ๆ แช่มาในน้ำเย็นลอยดอกมะลิ เคียงคู่มากับ “กับข้าว”ข้าวแช่ 5 – 6 อย่างล้วนแล้วแต่น่ากินทั้งสิ้น แถมด้วยผักแกะสลักอย่างประณีตสวยงาม เป็นอาหารดับร้อนที่ให้คุณค่าทางโภชนาสูง เมื่อสมัยก่อนแต่ละวังรวมไปถึงบ้านตระกูลใหญ่จะนิยมทำข้าวแช่กินกับในวันสงกรานต์ จนกลายเป็นสูตรประจำบ้านที่ขึ้นหน้าขึ้นตาเอาไว้อวดแขกได้                แต่พอถึงยุคนี้ข้าวแช่เต็มสำรับดูจะเลือนหายไปจากโต๊ะอาหารคนไทยแล้ว วันนี้ลองไปเปิดสำรับย้อนตำนานข้าวแช่ชาววังจาก 3 ตระกูลดังกันดู เพราะข้าวแช่มิใช่เป็นเพียงอาหารดับร้อนเท่านั้นแต่ยังซ่อนความละเมียดทางศิลปะการทำอาหารและถือเป็นการเชื่อมความรักสามัคคีระหว่างคนในครอบครัวได้อีกด้วย        
       **ข้าวแช่-ลูกชุบ บ้านบุนนาค**        เพียงแค่เริ่มบทสนทนากับหม่อมปริม บุนนาคในวัย 86 ปี เบื้องหลังข้าวแช่อันเลื่องชื่อแห่งสกุลบุนนาค ก็ทำให้ทราบว่าในรั้วรอบขอบประตูของบ้านบุนนาคที่หม่อมปริมวิ่งเล่นเมื่อยังเยาว์นั้น การทานข้าวแช่ของผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเรื่องที่เห็นจนชินตา        “ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นผู้ใหญ่ทานข้าวแช่แล้ว” หม่อมปริม บุนนาค หม่อมในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ย้อนรำลึกถึงวัยเด็กที่เห็นการรับประทานข้าวแช่ในช่วงเมษายนซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่ของคนไทยในยุคก่อน ที่มักจะเลี้ยงพระในงานทำบุญกระดูกของบรรพบุรุษและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานมาอย่างคุ้นเคย        “สมัยที่เป็นเด็กนั้น คุณแม่ (คุณหญิงเปลื้อง บุนนาค ภรรยาพระยานิพัทธ์กุลพงศ์) ท่านลองให้ไปเข้าครัวทำอาหารเป็นครั้งคราว ระหว่างทำถ้าไปถามก็โดนดุว่าทำไมเวลาท่านทำแล้วไม่ดูหรือสังเกต ถ้าทำเสร็จแล้วไม่อร่อยถูกปากก็โดนว่าซ้ำอีก จึงทำให้เรากลายเป็นคนไม่ชอบงานครัวเลย แต่ทุกวันนี้ ที่ทำอาหารได้เพราะมีโอกาสได้เห็นได้ช่วยอยู่เสมอ ถ้าตั้งใจทำอย่างจริงจังก็จะได้อะไรดีๆ จากผู้ใหญ่อีกมาก”        ตระกูลบุนนาคของหม่อมปริม เป็นครอบครัวใหญ่ อาศัยรวมอยู่ในบริเวณเดียวกัน ที่เมื่อยามว่างผู้ใหญ่ก็มักกจะเรียกใช้ลูกหลานให้ไปช่วยงานครัว หม่อมปริม บอกว่า คนสมัยก่อนไม่มีห้างสรรพสินค้าเหมือนในรุ่นนี้ เวลาที่เหลือก็จะอยู่กันตามก้นครัว แบ่งงานในครัวช่วยผู้ใหญ่ครอบครัวตามที่ตนเองถนัด อย่างเช่นเวลาเตรียมข้าวแช่ที่ต้องอาศัยคนจำนวนมาก เพราะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ลูกหลานในรุ่นหม่อมปริมทุกคนก็ต้องมารวมตัวกัน เรียกว่ารุ่นเล็กถึงรุ่นใหญ่ของบ้านต่างมีส่วนร่วมในการทำข้าวแช่กันถ้วนหน้า
       “เมื่อหน้าร้อนใกล้เข้ามาถึงแต่ละบ้านก็จะทำข้าวแช่เลี้ยงกัน พอทำเสร็จก็จะทำมาแจกหรือแลกกันตามบ้าน สูตรข้าวแช่ของแต่ละบ้านก็แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เครื่องข้าวแช่ต้องออกหวาน เพราะรสหวานเมื่อนำมาทานกับน้ำอบดอกมะลิแล้วเข้ากันเป็นอย่างดี ทานแล้วชื่นใจ”        สำหรับที่มาของข้าวแช่บ้านหม่อมปริมนี้ เป็นสูตรที่หม่อมได้มาจากหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมปัทมา(ปลั่ง) จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าประดิษฐาน จักรพันธุ์ พระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเสรฐวงศ์วราวัตร กรมหมื่นอนุพงษ์จักรพรรดิ์ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวหม่อมปริมกำลังนึกอยากทำข้าวแช่ด้วยตัวเองพอดี จึงนำสูตรที่ได้รับมาใช้เป็นหลักในการปรุง เริ่มประเดิมทำตามสูตรกันครั้งแรกที่ทำหม่อมบอกว่า “หน้าตาออกพอใช้ได้ แต่ต้องมาปรับปรุงเรื่องรสชาติกันในภายหลัง ถึงจะถูกปาก”        เครื่องข้าวแช่ของบ้านหม่อมมีทั้งหมด 6 อย่าง แทบไม่ต่างจากข้าวแช่บ้านอื่นๆ มี พริกหยวกสอดไส้หมู ลูกกะปิ ปลาหวาน ไชโป๊ผัด หมูฝอย และที่ดูแตกต่างจากที่อื่นคือ ลูกปลาเค็ม ที่ทำจากหมูผสมปลาเค็มเนื้อดีอย่างปลากุเลา แล้วนำไปทอด นอกจากนั้นวัตถุดิบส่วนใหญ่จะใช้หมูเป็นส่วนประกอบหลัก หม่อมบอกว่า “ในสมัยโบราณเครื่องบางอย่างจะใช้เนื้อ อย่างหมูฝอยก็จะเป็นเนื้อฝอย ซึ่งก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ปัจจุบันคนไม่นิยมทานเนื้อจึงเปลี่ยนใช้หมูแทน”        ส่วน พริกหยวกสอดไส้ หนึ่งในเครื่องข้าวแช่สำคัญที่พิสูจน์ถึงความประณีตในการคว้านไส้พริกหยวก และการโรยไข่เพื่อนำมาห่อให้สวยงาม ความพิเศษจะอยู่ที่ไส้ข้างในที่ทำจากหมูสับผสมกุ้ง รากผักชี กระเทียม พริกไทยดำ ส่วนปลาหวานที่เม็ดเล็กพอคำ หม่อมปริม ลงทุนสั่งตรงมาจากเพชรบุรีเมืองข้าวแช่เลยทีเดียว
       ในบรรดาเครื่องต่างๆที่ห้อมล้อมข้าวเม็ดเรียว จะเป็นที่ทราบดีของทุกบ้านว่า ลูกกะปิ เป็นเครื่องที่ทำยากที่สุด หม่อมปริมบอกว่าสูตรที่บ้านไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากเป็นเครื่องที่ใช้เวลาทำนานที่สุด สำหรับการทำเครื่อง แต่ในเชิงคุณค่าทางอาหารแล้ว ลูกกะปิ เป็นเครื่องที่อุดมประโยชน์มากที่สุด ที่ทั้ง กระชาย ตะไคร้ หอมแดง รากผักชี ข่า ผิวมะกรูด เป็นส่วนประกอบ ที่เกิดจากขั้นตอนการทำโดยนำทุกอย่างมาตำรวมกันใส่เครื่องปรุง แล้วนำไปผัด ใส่กะทิ จากนั้นผัดให้แห้งจนสามารถนำมาปั้นขนาดเท่าปลายนิ้วได้ เสร็จแล้วนำไปชุบไข่ทอดให้เหลือง        นอกจากข้าวแช่สูตรเด็ด ของโปรดในยามคลายร้อนของคนโบราณแล้ว ลูกชุบ ขนมไทยที่มีรูปร่างและสีสันชวนลิ้มลอง ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ปลายจวักที่ได้ตกทอดสูตรเด็ดรวมทั้งฝีมือในการปั้นให้เป็นรูปต่างๆตกทอดมาจากคุณย่า (แฝด บุนนาค) ผู้เคยอาศัยอยู่ในวังเทวะเวสม์ เมื่อครั้งที่หม่อมปริมอายุ14-15 ยังวิ่งเล่นซนและช่วยสานตะกร้าใส่ลูกชุบเม็ดอร่อย        หม่อมปริมย้อนเล่าว่า “ลูกชุบเป็นขนมที่ชอบมากเพราะมีสีสันสวยงาม ส่วนเทคนิคการปั้นให้เป็นรูปต่างๆ ก็ล้วนแต่ตกทอดมาจากคุณย่าทั้งนั้น เรื่องปั้นครั้งแรกเป็นทับทิม ลำไย เป็นผลไม้ที่ต้องอาศัยความประณีตบรรจง จากนั้นก็นำมาเข้าช่อให้สวยงาม เป็นขนมที่นิยมนำไปฝากผู้ใหญ่ ส่วนขั้นตอนการทำรวมแล้วมีทั้งหมด 6 ขั้นตอน หม่อมสรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า เริ่มด้วยการนึ่งถั่วเขียวปอกเปลือกให้สุกร่วน แล้วนำไปกวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ต่อด้วยการนำไปปั้นเป็นรูปต่างๆ ตามใจชอบ จากนั้นนำไปแต่งสีแล้วชุบวุ้น พร้อมทั้งแต่งก้านเป็นขั้นตอนสุดท้าย        
       “สมัยนี้ดีทำอะไรก็สะดวกไปหมด ถั่วที่ใช้ก็ทำมาสำเร็จรูปแล้ว ไม่ต้องปลอกเปลือกเหมือนแต่ก่อน หรือแม้แต่การกวนถั่ว ถ้าเป็นแต่ก่อนต้องอาศัยแรงผู้ชายกวน สมัยนี้ก็เปลี่ยนมาใช้เครื่องบดไฟฟ้า เพียงไม่นานถั่วก็ละเอียดร่วนอย่างที่ต้องการ ที่นี่เราใส่ใจกับขั้นตอนการปั้นมาก ลูกชุบทุกเม็ดปั้นด้วยมือทั้งหมด เป็นวิชาที่ได้ตกทอดมา กว่าจะได้แต่ละลูกต้องใช้เวลาพอสมควร ปั้นได้ทุกอย่าง ถ้าเป็นลูกชุบรูปผลไม้ขายกันมาตั้งแต่เม็ดละ 10 สลึง จนตอนนี้ขายเม็ดละ 4 บาท ถ้าเป็นรูปผักปั้นยากกว่า ขายเม็ดละ 6 บาท นอกจากนี้ก็ยังรับสั่งทำลูกชุบเป็นรูปอื่นๆ ตามออเดอร์ด้วย แต่จะให้ปั้นเป็นรูปขนาดใหญ่มาก คงไม่ได้ เพราะเนื้อถั่วจะหนักเกินไป”        ความประณีตอย่างที่หม่อมสาธยายมาทั้งหมดเกี่ยวกับลูกชุบฝีมือตัวเอง คงไม่น่าแปลกใจนักที่ลูกชุบจากบ้านบุนนาคจะคว้ารางวัลชนะเลิศ ในงานเคหะสงเคราะห์ ณ สวนอัมพรเมื่อ พ.ศ. 2496 ซึ่งจัดขึ้นโดยการเคหะแห่งชาติ เคล็ดลับที่สามารถเอาชนะใจกรรมการได้ หม่อมบอกว่า เป็นเพราะ ลูกชุบของเราสวยใสเป็นเงา รสชาติดี ไม่หวานจัด รูปทรงเหมือนของจริงที่ย่อส่วนมา โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นของขนม ถ้าเป็นลูกชุบที่มาจากบ้านนี้ของแท้ ต้องไม่อบควันเทียน เพราะกลิ่นควันเทียนที่ว่าหอม สำหรับบางคนอาฉุนจนไม่ชวนกินก็ได้        นอกจากนี้ หม่อมผู้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการกินของคนโบราณ ยังได้ฝากถึงคนรุ่นใหม่ด้วยว่า อาหารไทยแม้จะไม่แต่งตัวให้ดูโก้ อย่างเมนูจานด่วนแบบอาหารฝรั่ง แต่ทุกเมนูล้วนแต่ดีต่อสุขภาพ อย่างที่หม่อมเองก็นิยมทานผักน้ำพริกมาตลอด จนกลายเป็นหนึ่งในเมนูไทยๆ ที่อยู่เคียงข้างอายุที่ยืนยาวของหม่อมปริมมาจนทุกวันนี้                หมายเหตุ : ใครสนใจอยากทานข้าวแช่-ลูกชุบฝีมือหม่อมปริม บุนนาค โทรสั่งได้ที่ 02-216-6467 ในราคาข้าวแช่ชุดละ 160 บาท        
       **ข้าวแช่บ้านประชาชื่น**        ลึกเข้าไปในซอยประชาชื่น 33 เป็นที่รู้กันในหมู่คนรักข้าวแช่ว่าว่าใครที่นึกอยากกินข้าวแช่ตอนไหนก็ได้ ต้องแวะมากินที่ร้าน”บ้านประชาชื่น” ซึ่งจะมีข้าวแช่ขายตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องรอให้ถึงหน้าร้อน คุณพร้อมศรี พิบูลย์สงคราม ในวัย 83 ปีแต่ยังดูคล่องแคล่วจะเป็นผู้ดูแลขั้นตอนการทำข้าวแช่ทั้งหมด        คนส่วนมากคิดว่าข้าวแช่ร้านนี้เป็นสูตรของ "สนิทวงศ์” ซึ่งเป็นสกุลเดิมของคุณพร้อมศรีก่อนที่จะตกแต่งมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม แต่คุณพร้อมศรีออกตัวว่าเป็นเพียงข้าวแช่บ้าน ๆ ของตระกูล”วัชราภัย” ซึ่งเป็นญาติข้างคุณตาพระยาศรีสังกร (ตาบ)จารุรัตน์ อดีตประธานศาลฎีกาและคุณยาย(คุณหญิงตาบ วัชราภัย ศรีสังกร) ด้วยเหตุผลที่คุณพร้อมศรีบอกว่า “ตอนเด็ก ๆ ดิฉันไม่ได้อยู่ที่บ้านสนิทวงศ์ของคุณพ่อ แต่มาโตที่บ้านคุณตาคุณยายค่ะ”        
       ในเรื่องที่มาของสูตรข้าวแช่นั้น คุณพร้อมศรีเล่าให้ฟังว่าเนื่องเพราะครอบครัวฝ่ายคุณพ่อไม่ชอบทานข้าวแช่ แต่สำหรับตัวคุณพร้อมศรีแล้วชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจ “ตั้งแต่จำความได้ทุกหน้าร้อนพอเริ่มเข้าเดือนกุมภาพันธ์เรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ทางบ้านคุณตาจะทำข้าวแช่กันกิน คือไม่ใช่กินเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น แต่คิดอยากจะกินตอนไหนก็ทำกินกันได้เลย”        ความที่เป็นคุณหนูในครอบครัวใหญ่จึงไม่ต้องเข้าครัวแกะหอม-กระเทียมเพราะมีแม่ครัวคอยทำให้หมดทุกอย่าง แต่คุณพร้อมศรีก็ถูกเลี้ยงแบบกุลสตรีที่ต้องเรียนรู้เรื่องการเรือนการครัวเหมือนกัน ประกอบกับทั้งคุณตาและคุณยายเป็นคนชอบทานอาหาร ครัวบ้านนี้จึงมีฝีมือในการปรุงอาหารไม่น้อยหน้าที่อื่น ๆ        ข้าวแช่ตำรับ”วัชราภัย”นั้นต้องมีเครื่องมากถึง 6 อย่างด้วยกัน คือลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ พริกแห้งสอดไส้ หมูฝอย หัวไชโป๊ว ปลายี่สนหวาน โดยจะให้ความสำคัญกับเครื่องหลัก 3 อย่างคือ ลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้และที่ไม่เหมือนของใครคือพริกแห้งสอดไส้
       “ลูกกะปิของที่นี่จะต้องมีกลิ่นกะปิกับกระชายโดดขึ้นมาจึงจะหอมอร่อย ลูกกะปินั้นจะใช้กะปิอย่างดี เนื้อปลาดุกย่าง หอม กระชาย หัวกะทิ มาเคี่ยวจนเหนียวเป็นทอฟฟี่ ปั้นเป็นลูกกลม ๆ แล้วชุบไข่ทอด”        ส่วนพริกหยวกสอดไส้จะใช้ทั้งหมูและกุ้งสับรวมกับกระเทียม รากผักชี พริกไทย แล้วนมายัดไส้ในพริกหยวก จากนั้นจึงใช้ไข่มาโรยบนกระทะแห้งให้เป็นโสร่งเพื่อห่อพริกหยวกอีกชั้นหนึ่ง ถือเป็นความละเมียดในการทำอาหารไทยโบราณอย่างยิ่        พริกแห้งสอดไส้ เป็นเครื่องข้าวแช่ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งคุณพร้อมศรีบอกว่าเห็นมาตั้งแต่เล็ก ๆ เช่นกัน วิธีการทำก็ไม่ยากเพียงเลือกพริกแห้งเม็ดใหญ่มาคว้านไส้ออก ผัดปลาช่อนแห้ง หอม กระเทียมและเครื่องอื่น ๆ ให้เข้ากันแล้วสอดแทนไส้พริก จากนั้นจึงนำไปทอดให้กรอบหอม        สำหรับตัวข้าวนั้นจะต้องหุงเกือบสุก ซึ่งต้องใช้ความชำนาญอย่างยิ่ง จากนั้นจึงนำข้าวมาขัดบนกระชอนให้เม็ดข้าวสวย สูตรของคุณพร้อมศรีจะใช้น้ำสุกลอยดอกมะลิที่ปลูกเองอย่างเดียว ด้วยเหตุผลว่ากลิ่นมะลินุ่มนวลที่สุด        บ้านประชาชื่นเปิดขายอาหารมา 3 ปีแล้ว โดยจะยืนเมนูหลักคือข้าวแช่ ซึ่งมีบริการลูกค้าในราคาชุดละ 200 บาท ร้านเปิดบริการตั้งแต่ 11.00 – 15.00 น. ส่วนใครที่อยากกินข้าวแช่เวลาไหนก็สามารถโทรบอกได้ทุกเมื่อเพราะเจ้าของร้านบอกว่าต้องการให้ทุกคนเวลากินข้าวแช่แล้วต้องนึกถึงร้านคุณพร้อมศรีเป็นอันดับแรก        
       **ข้าวแช่วังเทวะเวสม์**        ข้าวแช่ของวังเทวะเวสม์ก็เป็นอีกสำรับหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานเรื่องความอร่อย เนื่องเพราะเจ้าของวังเทวะเวสม์คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดี กระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ชื่อว่าเป็นนักชิมตัวยง        คุณป้อม-หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ทายาทของวังแห่งนี้เป็นผู้ที่สืบทอดตำรับข้าวแช่ของวังเทวะเวสม์อย่างครบถ้วน โดยย้อนอดีตกลับไปในวัยเด็กที่ยังวิ่งเล่นอยู่ในวังนี้ก่อนที่จะถูกขายให้กับกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2493 ว่า        “คุณย่า(ม.ร.ว.สอางค์ เทวกุล )ทำกับข้าวเก่ง และคุณแม่(ประเทือง เทวกุล ณ อยุธยา )ก็เป็นคนชอบทำอาหาร ป้อมจึงซึมซับความรู้เรื่องอาหารมาจาก 2 ท่าน”        ธรรมเนียมการกินข้าวแช่ของวังเทวะเวสม์นั้นจะเริ่มในช่วงสงกรานต์เช่นกัน แต่เนื่องจาก “กับข้าว” ของข้าวแช่นั้นมีหลายอย่างและแต่ละอย่างทางวังจะต้องทำเองหมด ดังนั้นในครัวจึงต้องเริ่มเตรียมเครื่องตั้งแต่ย่างเข้าเดือนมกราคมทีเดียว        
       “ สมัยก่อนพอเดือนมกราคม พวกเราจะต้องทำเนื้อตากแห้งแล้วนำมาฉีกฝอย ปลาช่อนก็ตากเองเหมือนกัน ทำไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงสงกรานต์ถึงจะกิน เพราะเครื่องเหล่านี้เป็นของแห้งที่เก็บไว้ได้”        แม้จะเตรียมการมาหลายเดือนแล้ว แต่พอถึงวันสงกรานต์จริง ๆ ภายในครัวของวังเทวะเวสม์ก็เริ่มโกลาหลตั้งแต่เช้ามืด โดยมี “แม่ประยูร”ซึ่งเป็นแม่ครัวประจำวังคุมเด็ก ๆ ตื่นแต่เช้ามาหุงข้าว ขัดข้าวให้เป็นเม็ดสวยเพื่อเตรียมสำหรับทำข้าวแช่                และกว่าจะมาเป็น”กับข้าว”ของข้าวแช่แต่ละอย่างที่หยิบเข้าไปแล้วอร่อยนั้น เบื้องหลังการทำช่างยากลำบากต้องอาศัยทั้งรสมือและความอดทนทีเดียว อย่างเช่นลูกกะปิสูตรวังนี้จะใช้เนื้อปลาดุกผัดกับเครื่องสมุนไพรสดและหัวกะทิ โดยต้องใช้แรงผู้ชายจึงจะกวนลูกกะปิกระทะใหญ่จนงวดแถมยังต้องผจญกับเครื่องในกระทะที่คอยกระเด็นใส่มือคนกวนอีกด้วย
       จากนั้นยังต้องเติมความละเมียดในการทำเพิ่มไปอีก “ พอกะปิแข็งและเหนียวแล้ว ยังต้องนำมาปั้นให้ลูกกลมขนาดเท่าปลายนิ้วนางแล้วกดให้แบนลงหน่อย ขั้นตอนนี้เด็ก ๆ จะถูกเกณฑ์มาปั้นกันทุกคน พวกเราห่วงเล่นก็ปั้นลูกใหญ่ ๆ แต่พอผู้ใหญ่มาดูก็บอกว่าไม่ได้เลยต้องปั้นกันใหม่ จากลูกกะปิเล็ก ๆ ดำ ๆ ยังต้องนำมาชุบไข่ทอดเพื่อให้ดูสวยงามขึ้น “        ข้าวแช่ตำรับวังเทวะเวสม์จะให้ความสำคัญแม้กระทั่งเรื่องการ ”อบน้ำ” ซึ่งเมื่อก่อนจะต้องต้มน้ำ 1 วัน ปล่อยให้น้ำเย็นสนิทอีก 1 วันแล้วค่อยนำมาอบน้ำลอยดอกมะลิอีก 1 วันจึงจะได้น้ำกลิ่นดอกมะลิที่หอมเย็นชื่นใจ        ส่วนผักที่จัดเคียงคู่มากับข้าวแช่นั้นจะต้องแกะสลักมิใช่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่เป็นเคล็ดว่าจะต้องกินลูกกะปิกับกระชายที่แกะเป็นรูปดอกจำปี เมื่อ 2 รส 2 กลิ่นนี้มาพบกันกระชายก็ดับกลิ่นคาวของกะปิและปลาย่างกลายเป็นรสชาติของความกลมกล่อม        “พอถึงวันที่ 13 เมษายน ลูกของคุณปู่คุณย่าจะมารวมตัวกัน เพื่อกินข้าวแช่ แล้วก็ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วง แต่พอคุณปู่(พลตรีหม่อมเจ้า ปรีดิเทพยพงษ์ เทวกุล )สิ้นในวันที่ 11 พฤษภาคม ตอนนี้พวกเราจึงย้ายมากินข้าวแช่ในวันทำบุญคุณปู่”        และทุกปีตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ไปจนถึง31 พฤษภาคม คุณป้อมจะต้องบรรจุสำรับข้าวแช่ตำรับวังเทวะเวสม์เป็นเมนูพิเศษของร้านเดวา บาย หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล สุขุมวิท 39 เพื่อหวังสืบทอดวัฒนธรรมข้าวแช่ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึงความละเมียดในการทำอาหารของคนไทยโบราณ         ที่มา: เว็บเมเนเจอร์