ขนมจีนน้ำเงี้ยว สูตรน้องนุช

เพิ่งจะกินขนมจีนน้ำเงี้ยวเป็นก็ตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่เป็นจริงเป็นจังสัก 5-ุ6  ปีที่ผ่านมา สมัยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อนแม่เคยทำมาให้กิน เราคาดหวังรสชาติเอาไว้อีกอย่างนึง นึกว่าจะอร่อยตักใส่จานโรยผักอย่างดีพอตักเข้าปากเท่านั้นกินต่อไม่ได้เลย ทำไมมันช่างจืดชืดน้ำก็ใสๆ ชามนั้นเลยยกให้คนอื่นกินไปเลย

จนผ่านมาหลายปีไปๆ กลับๆ เชียงใหม่ หรือว่าอยู่ลำปางตั้งหลายปีก็ไม่คิดจะลองชิมอีก จนลองชิมที่แม่พี่เขยทำแล้วเอามาปรุงเพิ่มให้รสเค็มๆ เปรี้ยวๆ เออ มันอร่อยแฮะ แม่พี่เขยทำอร่อยถูกปาก หลังจากนั้นก็กินเป็น แม้กระทั่งในกาดก็ลองซื้อมากินประจำ
พี่ข้างร้านมักจะทำให้เลี้ยงปีละหนเขาใส่หมูเยอะๆ กระดูกหมูให้แทะรสชาติจัดจ้านลำขนาดเลย 
เมื่อก่อนเวลาแม่พี่เขยทำมาก็จะมีแม่ พี่เขย และดาวกิน พี่เดียร์ไม่ยอมกินทั้งๆ ที่กินอาหารเมืองเก่งมาก แกงกบสับ ปลาไหลอะไรไม่รู้ที่ขายที่กาดก็ชอบบอกให้ซื้อมาฝากด้วย แต่แปลกมากที่น้องที่ร้านทำขนมจีนน้ำเงี้ยวมาให้กินที่ร้าน พี่เดียร์ลองชิมแล้วก็บอกว่าลำ หลังๆ กินเป็นประจำเลยทำให้กินน้ำเงี้ยวเป็นอีกคน
วันนี้น้องที่ร้านทำขนมจีนน้ำเงี้ยวมาให้กินอีกแล้ว ก็เลยกินกันจนอิ่มจังตังอยู่ครบเสียด้วย  น้ำเงี้ยวเข้มข้นเพราะใช้พริกแกงน้ำเงี้ยวจากเชียงรายกิโลละตั้ง 120 บาท ไม่รู้ว่าเขาซื้อกันเท่าไหร่เพราะไม่เคยทำ น้องเขาบอกว่าน้ำเงี้ยวจะอร่อยก็อยู่ที่พริกแกงนี่หล่ะ  ใครฟังแล้วน้ำลายไหลลองทำดู ส่วนน้ำพริกน่าจะหาไม่ยากที่กรุงเทพ หรือหาซื้อตามงานโอท็อปก็ได้ 
ส่วนผสม
  • ซี่โครงหมู 1 กิโลกรัม
  • หมูบด 1/2 กิโลกรัม
  • เลือดไก่ สองก้อน
  • มะเขือเทศ 1/2 กิโลกรัม
  • ดอกงิ้ว 2 กำมือ
เครื่องเคียง
  • ต้นหอม
  • กระเทียมเจียว
  • ถั่วงอกสด หรือผักตามชอบ
  • ผักกาดดอง 
  • มะนาว
  • พริกทอด  (ถ้าชอบเผ็ด)
วิธีทำ
  • ผัดพริกแกงกับน้ำมันเล็กน้อยจากนั้นก็ใส่ซี่โครงหมูเกือบสุกก็ใส่หมูสับผัดต่อจนสุกก็เติมน้ำลงไปประมาณ 2  ลิตร
  • พอน้ำเดือดก็ใส่เลือดหั่นเป็นชิ้นๆ  แล้วก็ปรุงรสด้วยเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยผงปรุงรส (คนอร์ รสดี  ฟ้าไทย เอาสักยี่ห้อนึง) สัก 1 ช้อนโต๊ะ ชิมรสถ้ายังไม่เค็มก็ปรุงเพิ่ม  ขึ้นอยู่กับเครื่องพริกแกงแต่ละเจ้าจะเค็มมากน้อยต่างกัน 
  • พอเดือดอีกครั้งก็ยกลง หยิบขนมจีนหรือขนมเส้นในภาษาเมืองใส่จานแล้วก็ราดน้ำเงี๊ยวโรยกระเทียมเจียว หอมซอย กินกับถั่วงอก ผักกาดดองหั่น บีบมะนาวสักซีกนึง แล้วก็คลุกๆๆๆ  ดูดขนมเส้นไปแทะซี่โครงหมูไปแกล้มผักกาดดอง ลำขนาดเลยเจ้า
ป.ล. สูตรนี้ของน้องนุจรีแห่งร้านดีญา กาดหลวงเน้อ  เฮาทำบ่จ้างขอเป็นคนกิ๋นดีกว่าเน้อ
หมายเหตุ : มะเขือเทศใช้มะเขือส้ม จะลูกเล็กๆ เปรี้ยวๆ  เหมือนที่ร้านส้มตำอีสานๆ เขาเอามาตำ มันจะเปรี้ยวๆ คำว่า "ส้ม" ภาษาเ หนือหมายถึง "เปรี้ยว" เจ้า

เนื้อปลากระพงทอดเนย

วันก่อนไปซื้อของที่คาร์ฟูร์ว่าจะไปซื้อปลาสดๆ ให้เขานึ่ง ย่าง ทอดฟรีๆ ให้แต่ว่าปลามันแพงกว่าโลตัสเยอะมากก็เลยเดินไปดูปลาอื่นๆ  ก็เลยได้ปลาไข่ที่เคยซื้อประจำแต่มันแำพงขึ้นโลละ 139 บาทแหนะ แต่ก็เอามาแพ็คนึงเอาไว้ทำให้ณโมกินเคยป้อนไข่ปลาให้แล้วชอบมาก

ได้ปลาบึกทอดมาณโมก็ชอบกินแต่น้าอยากกินต้มยำปลาบึกแซ่บๆๆ หนังกรุบๆ นึกถึงต้มยำปลาน้ำโขงที่เวียงจันทน์ไม่หาย
นอกจากจะได้ปลาไข่จากคาร์ฟูร์แล้วยังได้เนื้อปลากระพงมาทอดล้วนๆ มาด้วย อยากจะเอามาชุบเกล็ดขนมปังทอดกินกับสลัด แต่ว่าหลานคงกินไม่เป็นก็เลยเอามาทอดเนยเฉยๆ
แค่เอาเนื้อปลาออกจากแพ็คปล่อยให้มันละลายจากนั้นก็เอามาล้างพึ่งให้แห้งๆ ถ้าผู้ใหญ่กินก็คลุกเกลือป่น พริกไทนิดหน่อยก่อนทอดด้วยเนย แต่ถ้าสำหรับเด็กแค่ล้างแล้วพึ่งหมาดๆ จากนั้นก็ตั้งกระทะใส่เนยสดประมาณช้อนชาลงไป แล้วก็กลับด้านทอดให้สุกทั้งสองด้าน
ทอดด้วยเนยเค็มจะทำให้ได้รสชาติเค็มๆ นิดๆ กำลังพอดีสำหรับเด็กๆ  หรือจะเอามาทอดกับน้ำมันมะกอกก็ได้แต่ต้องเคล้าเกลือลงไปสักนิด 
หลานชอบกินปลาแทบจะทุกชนิด บางครั้งกินปลาดุกมื้อละตัวใหญ่ๆ ไม่ยอมกินข้าวก็เลยต้องมีเนื้อปลาต่างๆ ติดบ้านไว้ ถ้าไม่มีก็ต้องออกไปกาดกลางคืนซื้อปลาดุกทอดมาให้กิน "แม่ค้าตกใจว่าละอ่อนกิ๋นปลาเหรอนึกว่าาคนใหญ่กิ๋น" ก็อยากจะกิ๋นป๋าแต่ว่าละอ่อนกิ๋นคนเดียวก็หมดตัวแล้ว 

ไก่อบงาขาว

เมื่อวานหมักสะโพกไก่ติดน่องเอาไว้ 4 ชิ้น พี่เีดียรซื้อมาจากโลตัสลดราคาเหลือกิโลละ 48 บาทเท่านั้นเอง เราก็เลยจัดแจงหมักเอาไว้ข้ามคืนตอนเช้าก็เอามาอบ วันนี้เรากินตรงช่วงสะโพกไปตอนกลางวัน เหลือช่วงน่องเอาไว้ พอตอนเย็นณโมคว้าเอาน่องไปแทะๆๆ กินอย่างเอร็ดอร่อยบอกว่ากินกุ๊กๆๆๆๆ  แทะหมดเลยยังดีที่เหลือกระดูก แทะแบบนี้ต้องได้เชื้อจากตระกูลสง่าเนตรแน่ๆ ที่กินไม่เหลือชนิดเรียกว่า น้องหมาร้องไห้เลยทีเดียว
วันนี้ทำไก่อบงาขาวหมักแบบง่ายมากๆ เพราะไม่ได้โคลกรากผักชี กระเทียม พริกไท เนื่องด้วยข้อแรก ขี้เกียจ ข้อที่สอง ขี้เกียจมาก แฮะๆๆๆ
แค่ล้างไก่ให้สะอาดหยิบกะละมังขึ้นมาแล้วก็ใส่ซอสหอยนางรม ผงคนอร์นิดหน่อย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายเล็กน้อย ซอสมะเขือเทศ ใส่พริกไทนิดหน่อย อยากให้สีออกแดงๆ สวยๆ อยากใส่พริกปาปิก้าลงไปแต่ติดที่ต้องทำให้หลานกินด้วยก็เลยใส่แค่ซอสมะเขือเทศลงไป ใครชอบเผ็ดใส่ซอสพริก หรือพริกปาปิก้าลงไป
เราชอบหมักใส่ถุงเอาไว้จะได้ขยับไปมาได้น้ำซอสหมักจะได้ทั่วถึง หมักในช่องธรรมดาดีกว่า ถ้าจะหมักเอาไว้ยังไม่กินเลยก็แช่ช่องฟรีซได้คะ ถ้าใครชอบกลิ่นน้ำมันงาก็เหยาะใส่สักช้อนชานึงก็ได้แค่พอให้ได้Align Centreกลิ่นหอมๆ
ตื่นมาตอนเช้าก่อนลงไปเฝ้าร้านก็เอาไก่ใส่เตาอบลมร้อนวางบนตะแกรงเอาจานเซรามิค ลองน้ำมันไก่เอาไว้ด้วย  เราตั้งไฟแค่ 200 กว่าฟาเรนไฮน์ใช้เวลา 15 นาที อยากให้หนังมันกรอบๆ ต้องใช้ไฟอ่อนๆ ค่อยๆ ทำให้มันจากผิวหนังออก อบเสร็จแล้ววิ่งลงไปที่ร้าน เพราะแม่เป็นลมพิษมาหลายวันให้ไปหาหมอก็ไม่ไป กะว่าจะไปเฝ้าร้านแทนแล้วให้แม่ไปแต่แม่ก็ไม่ไป (ไม่รู้เป็นพยาบาลอะไรกลัวหมอจริงๆ) 
เราก็เลยขึ้นมาอีกรอบนึงมากลับไก่อีกด้านนึง เร่งไฟให้แรงขึ้นใช้่เวลาแค่ 10 -15 นาที ถ้าอยากให้หนังเกรียมๆ อีกก็เพิ่มความร้อนขึ้นพอผิวเริ่มเกรียมสวยก็ยกออก ทั้งนี้และทั้งนั้นควรจะดูขนาดของชิ้นไก่ด้วยนะคะ กะๆ เวลาและไฟเองอีกทีหนึ่ง  ไก่ชิ้นเล็กใหญ่เวลาการอบก็ต่างกันคะ 
อ้อ! หลังจากวางไก่แล้วเราก็เอางาขาวโรยบนไก่ให้ทั่วๆ ทั้งชิ้น เวลาอบจนเกรียมงาขาวจะติดบนหนังไก่ เวลากินแล้วหอมดี ได้ไอเดียจากโฆษณาไก่ย่างห้าดาวเห็นเขามีแบบมีโรยงาด้วยจำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไรเห็นแล้วน่ากินดี
เคล็ดลับ
ถ้าเร่งไฟแรงเกินไปจะทำให้หนังไหม้ก่อนที่เนื้อในจะสุก แต่ไม่ต้องกังวลคะเรามีทางแก้ (จากประสบการณ์) เอาไก่ใส่ไมโครเวฟต่อสัก 1-2 นาทีน้ำไก่ น้ำเลือดไก่จะออกมา สังเกตได้ว่าด้านในสุกแล้ว
ถ้าไม่กลัวอ้วน (กว่านี้) เอาน้ำมันไก่ที่อบได้กับซอสที่ตกๆ อยู่ที่จานรองมาคลุกข้าวก็อร่อย ถ้าอายุสักสิบกว่าขวบจะกิน แต่ตอนนี้ขอบายคะ

ผัดผักและเห็ดเข็มทอง

เพิ่งทำเสร็จๆ หมาดๆ เมื่อกี้นี้เองยังไม่ได้ชิมเลย ผัดเสร็จก็ลงมาอยู่ที่ร้าน กว่่าจะกินข้าวคงจะบ่ายสอง พอดีพี่เดียร์ เฮียเป้ง ณโมไปเดินห้างเมื่อคืนก็เลยได้ผักมา พอดีพี่เดียร์แช่ผักไว้ให้ก็เลยต้องผัด วันนี้มีเห็ดทอง ยอดข้าวโพดอ่อน  หน่อไม้ัฝรั่ง
ปกติเราจะล้างเห็ดเข็มทองแค่นิดๆ หน่อยๆ แล้วพยายามบีบน้ำออกให้หมด  จากนั้นก็จะเอาใส่กะทะเทฟล่อนโดยไม่ใส่น้ำเอาเห็ดลงไปวางแล้วหาฝาปิด นับแค่หนึ่งถึงสิบก็เปิดดูว่าเห็ดสุกหรือยัง  น้ำเห็ดจะออกมาเอง หรือจะเอาเข้าไมโครเวฟก็ได้ ไม่ต้องเอาไปลวกเพราะมันจะแฉะใช้วิธีนี้ดีกว่า
ตักเห็ดใส่ชาม จากนั้นเราก็ใช้กระทะเดิมใส่น้ำมันกับกระเทียมตำๆ สักสองหัว ชอบกระเทียมเจียวเลยใส่เยอะหน่อย เอายอดข้าวโพดอ่อนกับหน่อไม้ฝรั่งที่หั่นไว้ลงไปผัดใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาวหรือแม็กกี้ น้ำตาลนิดนึง ถ้าชอบคนอร์ก็ใส่ไปหน่อยนึงก็ได้ ใส่พริกไท ผัดให้เข้มข้นหน่อยเพราะเราจะเอาผัดผักไปราดบนเห็ดอีกทีนึงจะได้รสไม่จืด หรืออยากจะเอาเห็ดลงไปผัดด้วยก็ได้ เราไม่ชอบให้เห็ดกระจัดกระจายเลยจัดการทำให้เห็ดสุกเสียเลย
ป.ล. ที่บ้านกรุงเทพจะมีโลตัสเ็อ็กเพรสอยู่ใกล้ๆ จะเดินไปซื้อเห็ดเข็มทองมาประจำที่บ้าน บางทีลดเหลือห่อขนาดขีดนึงแค่ 10 บาท บางทีก็ 11 บาทจะซื้อทีละไ 6-7 ห่อ แต่ถ้าอยู่ที่เชียงใหม่เห็ดเข็มทองซื้อตามห้างก็ยังถูกกว่าในกาดอยู่ดี ในกาดจะมีเห็ดเข็มทองฉีกๆ ไม่เป็นก้อนๆ แม่ชอบซื้อมาจากกาดไม่รู้กี่บาทคาดว่าน่าจะยี่สิบบาท มันเก็บไว้ได้ไม่นานเพราะใส่ถุงธรรมดา ฉะนั้นซื้อที่ห้างจะดีที่สุด

บะหมี่แบบเด็กๆ

เมนูหลานรักมาอีกแว้วววว!......

เมื่อวานก่อนซื้อบะหมี่แห้งมาให้พี่เดียร์แต่ไม่ได้กินก็เลยให้ณโมหลานรักกิน ปรากฏว่าชอบใหญ่เลย  เคยทำบะหมี่ตอนตรุษจีนหนหนึ่งแล้ว  ขี้เกียจทำบ่อยๆ เบื่อตอนลวกเส้นนี่หล่ะทำเยอะๆ ลวกทีเป็นกะละมังเลย
เห็นว่าหลานชอบกินบะหมี่ก็เ้ลยอุ้มไปเดินเล่นที่กาดแล้วก็แวะซื้อบะหมี่ลูกชิ้นล้วนๆ มาหนึ่งห่อ กลับมาถึงบ้าน ณโมวิ่งไปที่บันไดทำทีจะขึ้นบ้าน เราก็บอกว่าถือถุงบะหมี่ขึ้นไปด้วย ณโมก็พูดว่า "หมี่ หมี่" พูดอยู่อย่างนั้นพร้อมกับหยิบถุงบะหมี่แห้งพยายามจะขึ้นบันได แต่ไม่สำเร็จเพราะถุงบะหมี่มันร้อนมาก ปีนไปหิ้วถุงบะหมี่ไปให้ ใส่ถุงก็หิ้วขึ้นบันไดไม่สำเร็จ จนเราต้องอุ้มขึ้นไป พอวางลงณโมก็หยิบถุงบะหมี่ออกมาอีก พยายามจะหิ้วถุงบะหมี่ไปที่ครัวแต่มันร้อนมาก ตะโกนว่า "หมี่ หมี่" พอเราจะถือไปให้ก็ไม่ยอม กลัวน้าจะแย่งกินหรือไงเนี่ย  เราก็หยิบมาเทแบ่งใส่ชามให้ณโมก็ตักกินเองเส้นกระจายเต็มครัว  แอบหั่นถั่วงอกเป็นชิ้นเล็กๆ แอบป้อนอย่าทักว่าเป็นผักเดี๋ยวไม่ยอมกิน เวลาเราสั่งก็สั่งเหมือนของผู้ใหญ่ผักชีต้นหอมก็ใส่ด้วย เป็นเด็กก็ต้องกินผัก ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวเด็กต้องไม่เอาผัก พอโตมากินผักไม่เป็นแล้วก็บ่นว่าเด็กไม่ยอมกินผักซะงั้น
เมื่อวานก็เลยซื้อบะหมี่มาทำให้หลานกินไม่ต้องไปซื้อเขากินมันใส่ผงชูรส เดินไปที่กาดตอนแลงๆ (เย็น) ร้านป้าประจำปิดไปแล้ว ปกติจะซื้อเส้นบะหมี่พิเศษมากินกันประจำหลายปีแล้วใครๆ ก็บอกว่าอร่อย  พอดีร้านข้างๆ เปิดอยู่เลยถามว่ามีบะหมี่ไข่พิเศษไหม เขาบอกว่ามีแบบนี้ก็เป็นแบบนี้นะ เราก็เลยซื้อมาประมาณแปดก้อน 19 บาท (มันเหลือแค่นั้น) 
ตอนลวกก็รู้สึกว่าเส้นมันดูน่ากินดี  เส้นเล็กกว่าของร้านป้าอีกดูไม่อึดๆ ลวกแป็บเดียวก็นิ่มแล้ว เอามาคลุกน้ำมันมะกอก ไม่ได้ทำกระเทียมเจียว ใส่น้ำปลา น้ำตาลลงไปนิดหน่อย ใส่พริกไท (หลานกินพริกไทได้) คลุกๆๆ พี่เดียร์ชิมบอกว่าเส้นอร่อยใช้ได้เลยหล่ะ  ซื้อลูกชิ้นหมูยี่ห้อกวงเม้งมาห่อเล็กๆ  15 บาทเนื้อหมูล้วนๆ ดีด้วย  กินกับแกงจืดลูกรอก  

ขนมปังกรอบ

เคยเขียนไปแล้ววิธีทำขนมปังกรอบทาเนยกระเทียม แต่วันนี้มีแบบทานเนยน้ำตาลเฉยๆ แล้วเปลี่ยนจากเนยสดเป็นมาการีน เหตุผลเดียวที่ใช้มาการีนเพราะ "ถูก" ก็เนยแท้จากเมื่อก่อนก้อนละสามสิบกว่าบาทเป็นเจ็ดสิบกว่าบาทใครจะไปรับไหว เจ็บใจเลยซื้อมาการีนกระปุกละยี่สิบบาทมากิน  เลิกแบบไม่มีคลอเรสเตอรอลก็ได้ด้วย เชอะๆๆๆๆ
ทำเหมือนเดิมแค่ซื้อขนมปังโฮลวีทชนิดต่างๆ ที่สไลด์เป็นแผ่นๆ มา หรือเอาขนมปังแผ่นที่เหลือกินไม่หมดแล้วมันใกล้หมดอายุมาทำก็จะดีไม่น้อย เพราะเป็นการถนอมอาหารและประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สมเป็นยอดแม่บ้านยุคประหยัดพลังงานโดยแท้เทียว
โม้นานละ มาทำกันดีกว่าแค่เอามาการีนตักใส่ชามเอาไปละลายในไมโครเวฟสักนาทีนึงหรือวางในอุณหภูมิห้องจนมันละลายก็เอาน้ำตาลทรายใส่ลงไป หวานมากหวานน้อยก็เติมตามสบายจากนั้นก็เอามาทาบนขนมปัง ชอบหวานๆ มันๆ ก็ทาหนาๆ ถ้าชอบหวานน้อยก็ทาพอเป็นพิธี หรือจะทาเนยเฉยๆ ก็ได้
ส่วนเนยกระเทียมก็ทำเหมือนกันเพียงแค่ทำกระเทียมไทยกลีบเล็กๆ ที่ตำอย่างละเอียดลงไปผสมเข้าด้วยกันแล้วก็ทำ
ดาวใช้ฝาอบลมร้อนใช้ไฟราวๆ 200 กว่าฟาเรนไฮส์เวลาประมาณ 15 นาที ถ้าขนมปังบางอาจจะลดเวลาลง ถ้าด้านหลังยังไม่กรอบดีก็กลับด้านแล้วอบต่ออีกสักห้านาทีก็กรอบสมใจ ยกมาผึ่งลมให้เย็นแล้วเก็บใส่ทัฟเฟอร์แวร์
สมัยก่อนใช้ในไมโครเวฟทำเหมือนกันแต่เวลาเราทำอาหารในไมโครเวฟมันจะสุกตรงกลางภาชนะมากกว่าส่วนอื่น ฉะนั้นต้องคอยกลับหรือย้ายขนมปังไปด้านอื่นๆ บ้างจะได้สุกทั่วกัน ไม่เช่นนั้นชิ้นที่อยู่ตรงกลางจะไหม้ แล้วไหม้จากด้านในกว่าจะเห็นก็กลิ่นควันโขมงแล้ว (เคยไหม้มาก่อน แฮะๆๆ ขอโบก)
ครั้งนี้เราโรยงาลงไปด้วยทำให้หอมแล้วก็ได้วิตามินอีเพิ่มขึ้นด้วย
ก่อนอบ
หลังอบ
ก่อนอบ
หลังอบ

ขนมจีนทอดมัน สูตรเมืองเพชร

ใครเคยกินขนมจีนใส่ทอดมันอาหารเด็ดประจำเมืองเพชรบ้าง แฮะๆๆ เราไม่เคยไปชิมถึงถิ่นเมืองเพชรสักทีทั้งๆ ที่ไปออกจะหลายๆ หน จำได้ว่า "น้อยหน่า" เพื่อนสนิทสมัยเรียนที่พระนครจะบอกว่าทอดมันเมืองเพชรไม่ใส่มะกรูดฝอยๆ เพราะมันเกลียดทอดมันใส่มะกรูดมาก ถึงขนาดต้องกินไปดึงออกไปจากเนื้อทอดมันเลยทีเดียว (ช่างมีความพยายาม) แต่มีร้านนึงแถวบางลำภูจะชอบซื้อมากกินกันสมัยก่อนจะไม่ใส่มะกรูดแล้วก็ใส่ถั่วพลูด้วย  แต่จะมีมะกรูดหรือไม่มีเราก็ฟาดเรียบอยู่แล้ว เพราะโปรดปรานทอดมันมาก ถึงขนาดแค่กินทอดมันราดน้ำจิ้มหวานๆ ราดข้าวก็กินได้ไม่เบื่อ  บางทีก็ซื้อทอดมันสำเร็จที่ยังไม่ทอดมาแล้วซื้อถั่วพลูมาหั่นๆ ใส่แล้วทอดไปด้วย หลังๆ ที่โลตัสจะมีสำเร็จแต่กลับไม่ใส่มะกรูดสักนิดเดียวทำให้คิดถึง "น้อยหน่า" ว่ามันคงจะชอบหละงานนี้ เราเองต้องไปเด็ดมะกรูดที่บ้านเอาใบอ่อนๆ มาซอยหั่นๆๆ ใส่เข้าไปอีก
เกริ่นเสียยาวนาน หรือเรียกว่าโม้นั่นหละ ประเด็นคือ เคยอ่านหนังสือหลายเล่มเขียนแนะนำร้านขนมจีนใส่ทอดมันที่เมืองเพชรนึกแล้วอยากกิน  เวลาไปตลาดนัดแถวบ้านจะมีร้านหนึ่งขายทอดมันอร่อยเนื้อเด้งๆ มีความเป็นเนื้อปลาอยู่ขายแค่ยี่สิบบาทเองเลยซื้อมาถุงนึง ซื้อขนมจีนมาห้าบาท กลับบ้านจัดแจงเอาขนมจีนใส่จานเอาเข้าไมโครเวฟเพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียหน่อยจากนั้นก็ใส่ทอดมันลงไปหลายๆ ชิ้น (จะงกทำไมก็กินอยู่คนเดียวใส่ให้สะใจไปเลย)  หั่นแตงกวาเป็นชิ้นเล็กๆ ลงไปแล้วก็ราดน้ำจิ้มที่เขาให้มา แล้วก็คลุกๆ นึกแล้วยังน้ำลายไหลเลย 
ถ้าใครชอบกินหวานๆ อาจจะโปรดปรานแต่ถ้าไม่ชอบหวานอาจจะเลี่ยนได้ เขาบอกว่าน้ำจิ้มของเมืองเพชรจะใสๆ แล้วราดน้ำชุ่มๆ ฮืมๆๆๆๆ กินกับแตงกวาด้วย ว่าแล้วพรุ่งนี้เช้าไปซื้อทอดมันที่กาดมาทำดีกว่า

วิธีทำกิมจิ แบบง่ายๆ

ร่ำๆ อยากทำกิมจิมานานแล้วแต่ว่าหาพริกเกาหลีไม่ได้เดินที่ท็อปส์สาขาซีคอนไม่มี ว่าจะไปไทม์สแควร์แล้วก็ลองไปกินอาหารเกาหลีต้นตำรับเสียหน่อยก็ขี้เกียจ เดือนบอกว่าวันนั้นเซบัสจะไปกินแล้วไม่ยอมไปเองนี่ (หว่า)  ค้นหาว่าเขาขายพริกเกาหลี กับน้ำพริกเกาหลี (โคชูจัง) ว่าจะสั่งก็ไม่ได้สั่งเสียที ไปๆ มาๆ จนมาเชียงใหม่พี่เขยก็ยุให้ทำอีก เพราะพี่เขยเคยไปอยู่เกาหลีอยู่ช่วงหนึ่งแอบติดใจกิมจิ เลยยุให้ทำตั้งนานแล้วแต่ว่าน้องเมียขี้เกียจ ก็อ่านวิธีตามต้นตำรับเขาทำมันยุ่งยากเหลือเกิน ไหนจะต้องเลี้ยงหลาน ไหนจะต้องเฝ้าร้าน ทำหลายขั้นตอนต้องแย่แน่เลย
อาทิตย์ที่แล้วเลยไปห้างริมปิงกันจุดประสงค์ไปซื้อโคชูจังแล้วก็ได้มาจริงๆ เราแอบซื้อพริกป่นละเีอียดของไทยด้วย เขาบอกว่าพริกไททำแล้วสีไม่สวย เอาน่าเอามาปนๆ กันพอได้
เราซื้อผักกาดขาวจากแม้วที่กาดแล
งๆ ได้มาสัก 6-7 หัวราคาสิบบาท ซื้อมาจะสามอาทิตย์แล้วทำสุกี้กินไปยังเหลืออีกสองหัวก็เลยลองเอามาทำแบบมั่วๆ ฉบับย่อๆ ก่อน
วิธีทำง่ายๆ 
  • หั่นผักกาดขาวเป็นท่อนๆ หัวนึงสักสามท่อนแช่ล้างน้ำไว้จากนั้นก็เอาขึ้นมาใส่เกลือทะเลเขาบอกว่าจะทำให้สีสวยกว่าเกลือใส่ไอโอดีนหรือพวกปรุงทิพย์  ทยอยใส่เกลือลงไปแล้วขยำๆ  ให้ทั่วแล้วก็ทิ้งเอาไว้สัก 4-5 ชั่วโมงจะเห็นว่าผักจะสลดลงไป
  • จากนั้นเราก็ตักโคชูจังออกจากกล่องมาสักสามช้อนชาชอบรสจัดๆ ตอนแรกใส่แค่สองทำแล้วสีอ่อนไม่น่ากินเลยเพิ่มอีกช้อน ใส่คนอร์ลงไปนิดนึงสับขิงลงไป แต่ดาวมีแบบเป็นเส้นๆ ฝอยๆ อยู่แล้วก็ใส่ลงไป ใส่น้ำปลาลงไป แอบใส่ข้าวคั่วไปด้วยอ่านเจอมีคนเขาใส่ลองใส่บ้างเพราะตามสูตรต้องใส่แป้งข้าวเหนียวละลายกับน้ำเอาไปกวนแล้วตั้งไฟให้เหนียวเหมือนกาวแล้วเอามาใส่ เราเลยประยุกต์ใส่แต่ข้าวคั่ว เพราะในโคชูจังมีส่วนผสมของแป้งอยู่แล้ว ตัวของแป้งจะทำปฏิกริยาให้เกิดรสเปรี้ยวคะ
  • เติมน้ำลงไปด้วยสักครึ่งถ้วยคนทุกอย่างให้เข้ากันจากนั้นก็เอาัผักกาดขาวที่เราบีบน้ำออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ใส่ลงไปคลุกให้เข้ากันด้วยมือ หรือว่าช้อนก็ได้จากนั้นเราใส่ภาชนะที่เป็นเซรามิคหรือว่าแก้วเพื่อไม่ให้ความเปรี้ยวกันภาชนะได้ หาฝาปิดทิ้งเอาไว้สักสามวันก็จะเปรี้ยวจี๊ดสมใจ
  • วันแรกๆ ลองชิมได้กลิ่นข้าวคั่วหอมๆ ข้าวยังเป็นเม็ดๆ เลย
  • วันที่สองเริ่มจะเปรี้ยวข้าวเริ่มละลายแล้ว
  • วันที่สามเปรี้ยวสมใจเม็ดข้าวคั่วละลายจนเคี้ยวไม่รู้สึกแล้วแต่มีกลิ่นหอมข้าวคั่วอยู่เลยคะ
  • ตักกิมจิออกจากภาชนะมาใส่ในขวดโหลแก้วที่สะอาดแช่ตู้เย็นเอาไว้กิน
เอาไว้มีเวลาแล้วจะทำแบบใส่หัวไชเท้า แครอทด้วย แต่อาจจะไม่ใส่ปลาหมึกสับๆ หรือหอยนางรมสับๆ เหมือนต้นตำรับเพราะจะทำเป็นสูตรสำหรับคนที่มีคลอเรสเตอรอลสูงคะ ว่าแต่ว่ามีแอนโชวี่สองกระป๋องจะลองเอามาใส่จะรสชาติเป็นอย่างไรน้า  คราวหน้าต้องลอง

เห็ดสามอย่างอบวุ้นเส้น

ตั้งแต่พี่เขยตรวจพบว่าคลอเรสเตอรอลสูงมีอันต้องหวาดระแวงในการกินและระมัดระวังมากเหลือเกิน จนบอกให้เราไปเช็คบ้างจะได้ระวังการกิน เราก็ได้แต่บอกไปว่ากินแบบระแวดระ่วังหนะทำอยู่บ่อยๆ นอกเสียจากไปกินอาหารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่นเดือนละสองนั่นหละที่จะกินกุ้งเผามันกุ้งหยดๆ แล้วก็เค้กต่างๆ นอกนั้นก็ไม่ค่อยได้กินอะไรบ่อยๆ ชีสก็นานๆ ถี่ เอ๊ย ที  ที่ไม่อยากไปหาหมอเพราะถ้ารู้ว่าคลอเรสเตอรอลสูงแล้วหมอก็ต้องให้ยามากินเดือนๆ นึงกินยาแก้ปวด ยาคาฟอก็อตเดือนละหลายเม็ดแล้วอย่าต้องให้ตับทำงานหนักเลย  ก่อนจะรู้ควรจะลดไปก่อนดีกว่า

เมนูนี้อยากจะทำมาตั้งนานแล้วเพราะปกติจะทำกุ้งอบวุ้นเส้นประจำในมื้อเย็นเพราะเตรีิยมง่ายปิดร้านปุ๊บก็ทำปั๊บ ทำเสร็จภายในสิบนาที แต่สองสามอาทิตย์ก่อนตอนไปงานวันเกิดศาลเจ้าเห็นมีร้านขายเห็ดสามอย่างอบวุ้นเส้นก็เลยหมายหัวไว้ว่าจะ
กลับมาทำกินเองดีกว่า พอดีพี่เขยไขมันสูงก็เลยได้ทำเมนูนี้ ถ้าเป็นเมื่่อก่อนเวลาเราทำกุ้งอบวุ้นเส้นเราก็จะใส่เห็ด หรือยอดซาโยเต้ลงไปด้วย ครั้งนี้ลองเป็นเห็ดสามอย่างบ้าง 
วิธีทำง่ายๆ เหมือนกุ้งอบวุ้นเส้นที่เคยเขียนไว้แล้ว
  • หม้อนี้ใช้วุ้นเส้นห่อเล็กสองห่อแช่น้ำไว้
  • เห็ดที่ใช้มีเห็ดฟาง เห็ดออเรนจิ เห็ดหูหนูขาวแช่น้ำแล้ว ล้างและหั่นเห็ดให้เรียบร้อย
  • เทน้ำมันช้อนโต๊ะลงในชามหรือภาชนะก้นลึกๆ เพราะเราต้องใช้คลุกทุกอย่าง จากนั้นเติมน้ำมันหอย ซีอิ๊ววขาว ใส่คนอร์ลงไปหน่อยนึง ใส่ชวงเจี่ย (หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต)  พริกไทดำป่นหยาบๆ  น้ำซุปสักหนึ่งถ้วยถ้าไม่มีใช้น้ำเปล่าคนทุกอย่างให้เข้ากันแล้วก็ใส่วุ้นเส้นที่แช่ไว้ลงไป ตามด้วยเห็ดทั้งสามอย่างคลุกน้ำซอสที่ทำไว้ให้ทั่ว 
  • ดาวจะใช้หม้อเทฟล่อนในการอบและไม่ใส่มันหมูหรือเบคอน 
  • รองก้นกะทะด้วยขิงแก่หั่นเป็นแว่นๆ จากนั้นก็เทวุ้นเส้นกับเห็ดที่คลุกซอสไว้ลงไปเทน้ำซอสลงไปให้หมด จากนั้นก็โรยต้นหอม ใบคื่นช่ายหั่นเป็นท่อนๆ ไว้ด้านบนปิดฝาใช้ไฟปานกลาง หมั่นคอยเปิดดูว่าวุ้นเส้นนิ่มดีหรือยัง ถ้าน้ำน้อยก็เติมเพิ่มลงไปทีละนิด ถ้าน้ำเฉะไปก่อนยกลงเปิดฝาแล้วต้มต่อสักพักจนน้ำงวด 
  • จากนั้นก็เทใส่ชามหรือเสริฟมันทั้งกะทะนี่หล่ะได้อารมณ์ดี 
  • ต้องกินกับน้ำจิ้มสามรส หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด ดาวใช้สำเร็จรูปเพราะพี่เดียร์ซื้อเอาไว้ เอามาเติมน้ำตาลให้รสออกหวานหน่อย ดูดวุ้นเส้นไปเอาเห็ดจิ้มน้ำจิ้มสามรสแจ่มสุดๆ เลยคะ
เคล็ดลับ
  • หลักๆ ของกุ้งอบวุ้นเส้นคือ ต้องได้กลิ่นของน้ำมันงา และขิง ถ้ามีสองอย่างนี้ยังไงก็เป็นกุ้งอบวุ้นเส้นเหมือนมืออาชีพ ไม่จำเป็นต้องใส่ชวงเจี่ยก็ได้  แต่ถ้าอยากใส่ก็ใส่แค่ช้อนชาเดียวเพราะใส่มากเกินไปกลิ่นจะเหมือนจักกะแร้แขก (อันนี้ยืนยันเพราะเคยดมมาแล้ว แฮะๆๆๆ)
  • เขาบอกว่าเห็ดต้องกินรวมกันสามอย่างเป็นชนิดใดก็ได้มันดีนักแล
  • จะเปลี่ยนเป็นผักต่างๆ ก็ได้ตามใจชอบ
  • กินแทนข้าวเย็นระวังจะหิวตอนดึกๆ  เพราะไม่ค่อยอยู่ท้องเหมือนข้าว เมื่อวานที่ทำให้พี่เขยกินตอนดึกเห็นคุ้ยอะไรในครัวกิน  ก๊ากกกกก

วิธีปลูกข้าวกล้องงอก แำละการทำน้ำข้าวกล้องงอก

ขอเกาะกระแสรักสุขภาพเสียหน่อย  คงจะไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่ได้ยินเรื่อง "ข้าวกล้องงอก" หรือ "น้ำข้าวกล้องงอก"  เป็นเรื่องยอดฮิตและค้นหากันว่ามันคืออะไร เคยดูวิธีปลูกจากในทีวีบ้าง อ่านเจอตามเว็บต่างๆ บ้าง วันนี้ก็เลยลองทำเองบ้าง ถามแม่ว่าจะทำ "ข้าวกล้องงอกดีไหม" แม่บอกว่า "ก็ทำซิ ไม่เห็นยาก" อั๊นแน๊! ทำเป็นบอกไม่ยาก  

ค้นหาวิธีทำอ่านคราวๆ แล้วก็ลองทำ มันก็ง่ายจริงๆ หละก็แค่เอาข้าวกล้องที่มีอยู่ประจำบ้านอยู่แล้ว เพิ่งซื้อมาหมาดๆ แบบเก่าเก็บกลัวจะไม่งอก เอามาแช่น้ำแค่ 5 ชั่วโมงจากนั้นก็เอาเทใส่กระชอนเอาน้ำออกแล้วก็เทใส่ภาชนะแบนๆ  เทข้าวแล้วเกลี่ยให้กระจายๆ  เราลองแค่ถ้วยเดียวก่อน จากนั้นก็เอาผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ คลุมเอาไว้ทิ้งไว้เกือบ 20 ชั่วโมง จริงๆ แล้วลืมไปเลย  จากนั้นก็เอามาต้มใส่น้ำให้ท่วม เราใส่เยอะหน่อยเพราะจะเอาน้ำมาดื่มเป็น "น้ำข้าวกล้องงอก" ส่วนเนื้อข้าวก็กินแบบข้าวต้ม  ข้าวกล้องงอกที่แช่เอาไว้นานแบบนี้ทำให้หุงสุกไวดี ต้มเอาไว้เมื่อเย็นนี้ตอนแรกอยากจะทิ้งไว้อีกแต่แม่กลัวมันเสีย แต่จริงๆ แล้วเขาก็แช่กันข้ามวันข้ามคืนกันก็มี ไว้วันหลังลองทำให้งอกเยอะๆ ดีกว่า แต่เท่าที่ค้นเขาบอกว่างอกแค่เป็นตุ่มแบบนี้ได้รับคุณค่าทางอาหารเยอะที่สุดแล้ว 
จับรินมาเป็กนึง (ถ้วยเล็กๆ)  ชิูมดูแล้วมันจืดไปหน่อยก็เลยเต็มเกลือป่นลงไป อร่อยดีแฮะๆ  แต่ให้ดื่มเป็นชามๆ ไม่รู้จะหมดไหมเพราะไม่ชอบกินน้ำข้าวเอาเสียเลย สมัยก่อนที่เขาฮิตน้ำอาร์ซีเราก็ไม่ค่อยชอบกิน แม่ชอบทำประจำ ขนาดน้ำของข้าวต้มเรายังไม่ชอบกิน แล้วน้ำอาร์ซีจะไปเหลือหรือ  
ยังไม่เคยลองที่เขาขายจะรสชาติยังไง ไว้ครั้งหน้าจะลองทำน้ำข้าวกล้องสีนิลดูบ้างเห็นสีสวยดี เอาไว้หลอกให้หลานกินด้วยดีกว่า
------------------------------------------
อันนี้เป็นบทความที่ได้อ่านเจอมาคะ  เจ้าของบทความ  http://guru.sanook.com/pedia/topic/ข้าวกล้องงอก/

ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice หรือ “GABA-rice”)   ถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice) เป็นการนำข้าวกล้องมาผ่านกระบวนการงอก    ซึ่งโดยปกติแล้ว ในตัวข้าวกล้องเองประกอบด้วยสารอาหารจำนวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก (Phytic acid) วิตามินซี วิตามินอี และ GABA (gamma aminobutyric acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน            เมื่อนำข้าวกล้องมาแช่น้ำเพื่อทำให้งอก จะทำให้ข้าวกล้องมีสารอาหาร โดยเฉพาะ GABA  เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์จากการที่มีปริมาณสารอาหารที่สูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดาอีกด้วย จึงง่ายแก่การหุงรับประทานได้โดยไม่ต้องผสมกับข้าวขาวตามความนิยมของผู้บริโภค            จากการศึกษาทางกายภาพและทางชีวเคมีพบว่า "เมล็ดข้าว" ประกอบด้วย เปลือกหุ้มเมล็ด หรือแกลบ (Hull หรือ Husk) ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้อง ในเมล็ดข้าวกล้องประกอบด้วย จมูกข้าวหรือคัพภะ (Germ หรือ Embryo) รำข้าว (เยื่อหุ้มเมล็ด) และเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร (Endosperm)     สารอาหารในเมล็ดข้าวประกอบด้วย  คาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีโปรตีน วิตามินบี วิตามินอี และแร่ธาตุที่แยกไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเมล็ดข้าว นอกจากนี้ ยังพบสารอาหารประเภท ไขมันซึ่งพบได้ในรำข้าวเป็นส่วนใหญ่            ข้าวเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีการเจริญเติบโตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี  การเปลี่ยนแปลง   จะเริ่มขึ้น เมื่อน้ำได้แทรกเข้าไปในเมล็ดข้าว  โดยจะกระตุ้นให้เอนไซม์ภายในเมล็ดข้าวเกิดการทำงาน   เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมีจนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide)  และน้ำตาลรีดิวซ์ (reducing sugar) นอกจากนี้ โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เกิดเป็นกรด   อะมิโนและเปปไทด์  รวมทั้งยังพบการการสะสมสารเคมีสำคัญต่าง ๆ เช่น แกมมาออริซานอล (gamma-orazynol)  โทโคฟีรอล (tocopherol)  โทโค ไตรอีนอล (tocotrienol)  และโดยเฉพาะ สารแกมมาอะมิโนบิวทิริกแอซิด (gamma-aminobutyric acid) หรือที่รู้จักกันว่า "สารกาบา"(GABA)  

หัวข้อ
GABA (gamma aminobutyric acid) 

           GABA เป็นกรดอะมิโนที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดกลูตามิก (glutamic acid) กรดนี้จะมีบทบาทสําคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท(neurotransmitter) ในระบบประสาทส่วนกลาง     นอกจากนี้ GABA ยังถือเป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยับยั้ง (inhibitor) โดยจะทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสบาย  อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ (anterior pituitary) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (HGH) ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้ กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ และเกิดสาร lipotropic ซึ่งเป็นสารป้องกันการสะสมไขมัน

           จากการศึกษาในหนู พบว่า การบริโภคข้าวกล้องงอกที่มีสาร GABA มากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง  เนื่องจาก สารเบต้าอไมลอยด์เปปไทด์ (Beta-amyloid peptide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซด์เมอร์)   ดังนั้น จึงได้มีการนำสาร GABA มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น    นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยด้านสุขภาพกล่าวว่า  ข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วย GABA   มีผลช่วยลดความดันโลหิต  ลด LDL (Low densitylipoprotein)  ลดอาการอัลไซเมอร์  ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี ตลอดจนใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางได้

หลังจากแช่ข้าวกล้องนาน 12 ชม. แล้วหุ้มไว้อีก 12 ชม. ก็จะได้เมล็ดข้าวกล้องงอกดังรูป

 

 
ข้าวกล้องงอกในตลาดญี่ปุ่น 

ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice) ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าในตลาดญี่ปุ่น

          บริษัท FANCL เป็นบริษัทผู้ผลิตข้าวกล้องงอกและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น โดยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542   ปัจจุบันมีโรงงานผลิตข้าวกล้องงอก 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดนากาโน (Nagano)  และจังหวัดนาวากานา (Nawagana)   บริษัทนี้มีขั้นตอนการผลิตข้าวกล้องงอกที่ควบคุมคุณภาพเป็นอย่างดี  โดยหลังจากรับข้าวกล้องเข้าสู่โรงงานแล้วจะทำการตรวจสอบคุณภาพขั้นต้นด้วยตาเปล่าก่อนแล้วพักไว้ 2 วัน เพื่อให้เมล็ดข้าวมีความคงตัว   จึงเข้าสู่กระบวนการทำให้งอก เริ่มจากคัดแยกวัตถุดิบเอาสิ่งปลอมปนจำพวกกรวด หิน ดิน ทราย และเมล็ดแตกหักออกด้วยเครื่อง CCD sensor ซึ่งเป็นกล้องที่ใช้ตรวจจับความผิดปกติของเมล็ดข้าวที่มีลักษณะพิการไม่สมประกอบ                                                         ตัวอย่างข้าวที่ผ่านกระบวนการสร้าง                      การสาธิตการใช้เครื่อง CCD sensor                           GABA rice ในแต่ละขั้นตอน           สุดท้ายก็เป็นการคัดแยกสีด้วยเครื่อง Color Sorter เพื่อแยกเอาเมล็ดที่มีสีผิดปกติออก ข้าวจะถูกทำให้งอกโดยเพาะในแท็งก์ทรงกระบอกความสูงประมาณ 15 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เมตร จำนวน 6 แท็งก์ ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณน้ำให้เหมาะสมต่อการงอกอยู่ตลอดเวลา  หลังจากทิ้งให้งอกประมาณหนึ่งคืน ข้าวงอกที่ได้จะถูกทำให้แห้ง   ขั้นตอนนี้มีการตรวจเช็คการงอกของข้าวโดยการวัดกิจกรรมของเอนไซม์ในเมล็ดข้าว รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดข้าวงอกเพื่อคัดเมล็ดที่แตกหักเสียหายด้วยตะแกรงร่อน คัดแยกเมล็ดที่งอกไม่สมบูรณ์และเมล็ดที่มีสีผิดปกติออกจากนั้นจึงเข้าสู่การบรรจุลงถุงพลาสติกปิดผนึกด้วยเครื่องจักร ในห้องปลอดเชื้อ (Clean room) 

ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกของบริษัท FANCL

 
แนวทางการพัฒนานวัตกรรม GABA-rice ในเมืองไทย 

          จากการวิจัยเบื้องต้นของ อ.พัชรี ตั้งตระกูล จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและสภาพการผลิตข้าวกล้องงอกที่มีประสิทธิภาพ พบว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำมาเพาะเป็นข้าวกล้องงอกจะมีสาร GABA มากที่สุด (15.2 - 19.5 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) ซึ่งสูงกว่าข้าวกล้องปกติ  ส่วนสภาวะที่จะทำให้ข้าวกล้องงอกได้ดีคือ ต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำราว 48 - 72 ชั่วโมงในหม้อแช่   โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ การไหลเวียนน้ำ  ความดัน และความเป็นกรดด่างของน้ำ  เพื่อให้ความชื้นจากน้ำไปกระตุ้นให้เมล็ดข้าวงอกและเปลี่ยนกรดกลูตามิกไปเป็นสารกาบาอันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ต่อมาเมื่อได้ข้าวกล้องงอกในขั้นตอนนี้แล้ว ก็ต้องทำให้ข้าวกล้องงอกหยุดการงอกต่อไป โดยอบแห้งให้มีความชื้นต่ำกว่า 14% ในหม้ออบแห้ง จากนั้นจึงบรรจุลงในถุงสุญญากาศพร้อมขายเป็น ลำดับสุดท้าย  สำหรับข้าวกล้องที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้นั้นจะต้องเป็นข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกมาไม่นานเกิน 2 สัปดาห์

เปรียบเทียบระหว่างเมล็ดข้าวกล้องธรรมดา (แถวบน) กับ เมล็ดข้าวกล้องงอก (แถวล่าง)

          ปัจจุบันผู้ประกอบการภาคเอกชนกำลังให้ความสนใจกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากข้าว ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าแนวทางการผลิตและจำหน่ายข้าวในปัจจุบันจะต้องมีการปรับตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวและใช้ประโยชน์จากข้าวอย่างคุ้มค่าด้วยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในประเทศไทย    สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) จึงได้ริเริ่มในการพัฒนาโครงการข้าวกล้องงอกเพื่อสุขภาพ โดยร่วมมือกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและกลุ่มธุรกิจข้าวรายใหญ่ของประเทศจำนวน 3 บริษัท ได้แก่    บริษัท ปทุมไรซซ์มิลล์ แอนด์ แกรนารี จำกัด บริษัท เจียเม้ง จำกัด และ บริษัท ธวัทชัย อินเตอร์ไรซ์ จำกัด  ในการพัฒนาสายการผลิตต้นแบบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอก   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย   ซึ่งโครงการนี้ มุ่งเน้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมข้าวกล้องงอกสำหรับรับประทาน ที่มีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานง่าย และผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกแปรรูปเพื่อสุขภาพต่าง ๆ เช่น อาหารว่าง ซุป และเครื่องดื่ม

 

บทสรุป 

          จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในด้านการผลิตข้าวมาอย่างยาวนาน เมื่อข้าวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากข้าวกล้องธรรมดามาเป็นข้าวกล้องสดและข้าวกล้องงอก ทำให้เก็บรักษาข้าวกล้องไว้ได้นาน นอกจากนี้ยังได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นและจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น นับว่าเป็นนวัตกรรมการผลิตที่ต้องหันมามองและให้ความสนใจกันเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน เป็นการปรับตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับข้าวและใช้ประโยชน์จากข้าวอย่างคุ้มค่า  ซึ่งจะเป็นการช่วยพยุงราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ  ชาวนาไทยก็จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากกว้าง ๆ กันบ้าง

ที่มา กฤษณา  สุดทะสาร http://ubn.ricethailand.go.th/document/kitsana/brown/brown.htm

เตาไมโครเวฟ อันตรายหรือไม่?

เตาอบไมโครเวฟ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการปรุงและอุ่นอาหารในยุคเร่งรีบ แม้เราจะใช้กันอยู่ทุกวัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ไปท่ามกลางความกังขาของตัวเองว่า มันปลอดภัยหรือไม่                คลื่นไมโครเวฟที่ใช้ในการปรุงอาหาร คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อาศัยหลักการที่ว่า เมื่อคลื่นตกกระทบอาหาร ก็จะถ่ายทอดพลังงานของมันให้โมเลกุลของน้ำในอาหาร โมเลกุลเหล่านั้นจะเคลื่อนที่จนเกิดเป็นความร้อนขึ้น ทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดความร้อนจากภายในอาหารพร้อมกันเกือบทุกส่วน                คลื่นไมโครเวฟตกค้างในอาหารได้หรือไม่        คลื่นไมโครเวฟที่ออกมาไม่ได้แตกตัวเป็นอนุภาค ไม่มีผลให้โมเลกุลของสารเปลี่ยน เมื่อคลื่นถ่ายทอดพลังงานให้กับอาหารจนหมดแล้ว ก็จะสลายหายไป ไม่ตกค้างในอาหาร                คลื่นไมโครเวฟทำลายคุณค่าทางอาหารหรือไม่        กลุ่มรณรงค์ต่อต้านการใช้เตาไมโครเวฟได้กล่าวอ้างถึงอันตรายจากการทำอาหารด้วยไมโครเวฟ ว่าจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารมากกว่าการทำอาหารแบบทั่วๆ ไป นอกจากนั้นยังอ้างว่าคลื่นไมโครเวฟก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆ อย่างชัดเจน                แสงจากเตาไมโครเวฟเป็นอันตรายต่อตาหรือไม่        แสงที่เห็นขณะที่เตาไมโครเวฟกำลังทำงาน ไม่ใช่แสงของคลื่นไมโครเวฟ แต่เป็นแสงไฟฟ้าที่ติดไว้ในตู้ให้เรามองเห็นอาหารเท่านั้นเอง เราสามารถมองดูแสงนั้นได้ แต่ก็ไม่ควรเอาตาไปแนบตู้ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน                คลื่นไมโครเวฟรั่วไหลออกมาทำอันตรายกับผู้ใช้ได้หรือไม่        หากสังเกตที่ประตูของเตาไมโครเวฟ จะมองเห็นเหมือนมีตาข่ายกั้นอยู่ ภายในเตาไมโครเวฟจะถูกล้อมไว้ด้วยตาข่ายนี้ ศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ลูกกรงฟาราเดย์ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดลอดออกมาภายนอกได้ เนื่องจากช่องของตาข่ายลูกกรงนี้เล็กกว่าความยาวคลื่นไมโครเวฟ คลื่นจึงไม่สามารถลอดผ่านออกมา และไม่สามารถเจาะทะลุทะลวงผ่านผนังตู้และฝาตู้ออกมาได้                เตาอบไมโครเวฟที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับเครื่องหมาย มอก. จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จะมีความปลอดภัยสูง มีโอกาสน้อยมากที่จะมีคลื่นรั่วออกมา หรือหากมีก็จะไม่เกินจากระดับมาตรฐานที่ มอก. กำหนด โดยวัดระยะ 5 เซนติเมตรจากผิวเตา รั่วได้ไม่เกิน 5 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อยู่มาก                อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมา มักเกิดจากเตาที่เก่ามากๆ ผุเป็นสนิม วัสดุเคลือบลอก บานพับประตูชำรุด ประตูปิดไม่สนิท กระจกแตกหรือร้าว                ข้อควรระวังในการใช้เตาไมโครเวฟที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม ได้แก่        - พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง        วิธีการใช้เตาไมโครเวฟที่ถูกต้องคือ นำอาหารที่จะปรุงหรืออุ่นใส่ในเตา ปิดประตูให้สนิท ตั้งอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมกับอาหาร แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนครบกำหนดเวลาที่เตาจะปิดเครื่องเองโดยอัตโนมัติ อย่าเปิดประตูก่อนที่เครื่องจะตัดการทำงาน อย่าไปยืนอยู่ใกล้ๆ หรือแนบหน้าดูอาหารในเตาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้                อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟที่อาจจะรั่วออกมาก็คือ ถ้าถูกที่ตามากๆ และนานพอ จะทำให้เกิดต้อกระจกได้ นอกจากนี้ ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเทียม อาจจะทำให้เครื่องทำงานผิดจังหวะ ดังนั้นอยู่ให้ไกลขณะที่เตาไมโครเวฟกำลังทำงาน ก็จะปลอดภัยที่สุด                - อาหารสุกไม่ทั่วถึง        อาหารจะได้รับความร้อนในช่วงเวลาสั้นๆ จึงอาจได้รับความร้อนไม่สม่ำเสมอ ทำให้อาหารสุกไม่ทั่ว ความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอนั้น สาเหตุแรกเกิดจากการกระจายพลังงานของคลื่นไม่สม่ำเสมอ ผู้ผลิตแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้ถาดในเตาหมุนไปเรื่อยๆ ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากส่วนต่างๆ ของอาหารดูดซับคลื่นได้ไม่เท่ากัน และผู้ใช้ต้องแก้ปัญหานี้เอง                อาหารที่ชิ้นหนามากหรือใหญ่มาก คลื่นไมโครเวฟไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงใจกลางของอาหารได้ ทำให้อาหารสุกได้ไม่เท่ากัน อาหารร้อนมากในบางจุดและดิบในบางจุด แบคทีเรียบางชนิดอาจยังมีชีวิตอยู่ได้ จึงควรหั่นหรือตัดอาหารให้บางสักหน่อย จัดอาหารให้กระจายห่างกัน ไม่รวมเป็นกระจุกเดียว อาจต้องปรุง 2 ครั้ง เพื่อกลับด้านให้สุกทั่วกัน                ปริมาณอาหารที่น้อยเกินไปก็เป็นปัญหาได้ เนื่องจากเมื่อมีอาหารน้อยเกินไปที่จะดูดซับคลื่นไว้ได้ คลื่นไมโครเวฟจะสะท้อนกลับ ทำให้เตาไมโครเวฟนั้นร้อน และอาจเสียหายได้                - ระเบิดน้ำเดือด        การต้มน้ำในภาชนะผิวเรียบ ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกหรือแก้ว ด้วยเตาไมโครเวฟ น้ำที่ต้มนั้นอาจระเบิดได้ ปกติเวลาน้ำเดือดเราจะเห็นฟองอากาศลอยผุดขึ้นผิวน้ำ ฟองอากาศนี้จะช่วยลดอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ที่จุดเดือดปกติ แต่น้ำที่ต้มด้วยเตาไมโครเวฟ จะมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของน้ำปกติ โดยที่ไม่มีอาการเดือด แต่อาการเดือดจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อน้ำนั้นถูกรบกวน เช่น เมื่อยกภาชนะออกจากเตา หรือเมื่อใส่กาแฟหรือถุงชาลงไป จนอาจกลายเป็นระเบิดน้ำเดือดขนาดย่อมๆ                วิธีแก้อาจทำได้โดยวางช้อนไม้ไว้ในถ้วยเพื่อให้ความร้อนกระจายอย่างสม่ำเสมอ และถึงจุดเดือดโดยไม่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น        ภาชนะที่ปิดสนิทและไข่อาจเกิดระเบิดได้เช่นกันเมื่อได้รับความร้อนด้วยเตาไมโครเวฟ เนื่องจากความดันที่เพิ่มขึ้นภายใน                - เลือกใช้ภาชนะให้ดี        ภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้กับเตาไมโครเวฟ ควรเป็นภาชนะที่มีคุณสมบัติไม่ดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟ เช่น แก้ว เซรามิก กระดาษ หรือพลาสติกชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้ ซึ่งจะปล่อยให้คลื่นผ่านเลยไป ไม่ดูดกลืนคลื่นไว้ ภาชนะที่มีรูปร่างกลม ปากกว้าง จะดีกว่าภาชนะที่มีเหลี่ยมมุมซึ่งจะรับคลื่นไมโครเวฟได้น้อย                วิธีการทดสอบง่ายๆ ว่าภาชนะใดเหมาะกับเตาไมโครเวฟหรือไม่ ทำได้โดยวางภาชนะเปล่าในเตาไมโครเวฟ และวางแก้วที่มีน้ำอยู่ประมาณ 250 มิลลิลิตรใกล้ๆ ภาชนะเปล่านั้น เปิดเตาไมโครเวฟที่ความร้อนสูงสุดประมาณ 1 นาที ตรวจดูภาชนะและน้ำในแก้ว ถ้าภาชนะเปล่าร้อนขึ้นในขณะที่น้ำในแก้วอุ่นๆ แสดงว่าภาชนะนั้นดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟด้วย ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะจะทำให้อาหารสุกช้า สิ้นเปลืองพลังงาน นอกจากนี้ควรเลือกภาชนะที่ทนความร้อนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี                - ภาชนะที่ทำด้วยแก้ว เป็นภาชนะที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยที่สุด แก้วที่มีคุณภาพดีๆ สามารถบรรจุอาหารแช่เย็นแล้วนำไปใช้กับเตาไมโครเวฟได้เลย ถ้าเป็นแก้วที่มีฝาปิดก็สามารถทนต่อความดันที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับความร้อนโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ตกแต่งขอบหรือลวดลายด้วยสีทองหรือเงิน                - ภาชนะที่ทำด้วยเซรามิก เป็นภาชนะอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้ดีและปลอดภัย แต่ก็ขึ้นอยู่คุณภาพของเซรามิกด้วย และไม่ควรตกแต่งลวดลายหรือเคลือบด้วยสีฉูดฉาดเช่นกัน ซึ่งจะมีโลหะหนักละลายออกมาปนกับอาหาร เป็นอันตรายได้                - ภาชนะที่ทำด้วยกระดาษ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ยกเว้นกระดาษที่มีการพิมพ์ตัวอักษร เมื่อได้รับความร้อนอาจทำให้สารที่อยู่ในหมึกพิมพ์ออกมาปนเปื้อนในอาหาร เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะการใช้กับอาหารที่มีไขมันสูง ควรเลือกใช้กระดาษที่ไม่มีสีหรือตัวพิมพ์                - ภาชนะที่ทำด้วยพลาสติก ควรใช้ชนิดที่ระบุว่าใช้กับเตาไมโครเวฟได้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นพลาสติกคุณภาพดีและทนความร้อน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าสารบางชนิดในพลาสติกอาจปนเปื้อนกับอาหารเมื่อได้รับความร้อน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหรือก่อให้เกิดความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกาย                ภาชนะที่ทำด้วยโลหะไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะจะทำให้คลื่นไมโครเวฟเกิดการสะท้อนกลับ ทำให้อุปกรณ์ภายในเสื่อมเร็ว อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง        นอกจากนี้ กระดาษฟอยล์ โลหะบางๆ รวมถึงโลหะปลายแหลม ยกตัวอย่างเช่น ลวดเย็บกระดาษ จะถูกทำให้ร้อนอย่างรวดเร็วมากในเตาไมโครเวฟ จนอาจทำให้เกิดประกายไฟได้ แต่วัตถุที่เป็นโลหะตันขนาดเล็ก เช่น ช้อน หากมีอาหารหรือน้ำคอยดูดซับคลื่นที่สะท้อนออกจากวัตถุนั้น ก็ไม่น่าจะเกิดอันตราย อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการใช้โลหะทุกชนิดในเตาไมโครเวฟ                ข้อแนะนำอื่นๆ        - เลือกซื้อจากบริษัทที่เชื่อถือได้ จะได้ของที่มีคุณภาพ ก่อนใช้ก็ควรอ่านคู่มือและวิธีการใช้ให้ดี        - หมั่นทำความสะอาดภายในเครื่องทุกครั้งหลังการใช้งาน เพราะเศษอาหารที่ติดตามผนังจะลดประสิทธิภาพของเตาไมโครเวฟลง และอาจเกิดประกายไฟได้        - เปิดปิดประตูตู้อย่างเบามือ และอย่าวางของหนักบนหลังตู้ เพราะอาจทำให้ฝาตู้ปิดไม่สนิท        - วางเตาไมโครเวฟให้ห่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เพราะอาจรบกวนการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ        - วางให้ห่างจากผนังด้านหลังและด้านข้าง ไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร         

บทความจาก เว็บผู้จัดการคะ

ผัดสายบัวกุ้ง

ตอนเด็กๆ ย่าชอบแกงสายบัวปลาทูใส่กระทิให้กิน จำได้ว่าชอบกินเพราะน้ำแกงจะออกหวานๆ โตหากินยากแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยชอบกินเลย บางทีก็เห็นเขาเอาสายบัวสดๆ จิ้มกับน้ำพริกเราว่ามันออกฝาดๆ ยังไงไม่รู้ จนครั้งหนึ่งไปกินผัดสายบัวที่ร้านอาหารในเมืองกาญจน์แล้วอร่อยมาก เขาเอาไปผัดไฟแดงมันกรอบๆ ดี แต่ก็ไม่เคยคิดจะผัดกินเองเพราะอย่างที่บอกว่าไม่ค่อยโปรดปรานเหมือนตอนเป็นเด็กๆ แล้ว
พอดีเดือนซื้อสายบัวมาจากโลตัสทิ้งเอาไว้แล้วมันก็ไปอิหร่านเป็นเดือนๆ เราก็เลยต้องเก็บทั้งกุ้งและสายบัวของมันเอามาทำกับข้าวเสียเลย
จะเอามาผัดไฟแดงก็ธรรมดาเกินไปก็เลยเอามาผัดใส่กะปิเหมือนที่เราผัดผักบุ้งใส่กะปินั่นหละ
ขั้นตอนง่ายๆ แค่เอากระเทียมพริกขี้หนูตำในครกจากนั้นก็ใส่กะปิสักช้อนโต๊ะตำให้เข้ากันใส่น้ำลงไปเล็กน้อย ตั้งกระทะใส่น้ำมันไม่ต้องมากเทกะปิที่เราตำไว้ลงกะทะผัดให้หอมใส่กุ้งลงไปผัด  ถ้าไม่เค็มเติมน้ำปลาหรือซอสหอยนางรมลงไป ใส่น้ำตาลปีบลงไปเล็กน้อยจากนั้นก็เอาสายบัวลงไป ผัดไม่ต้องนานกะให้สายบัวสุกก็ตักขึ้นเลย

ข้าว (กล้อง) มันไก่

เวลาซื้อข้าวมันไก่ที่ร้าน มักจะกินไม่สะใจให้ไก่ไม่กี่ชิ้นแถมให้น้ำจิ้มนิดเดียว เจ็บใจอยากจะกินเยอะๆ ก็เลยควานหาสูตรตามเว็บต่างๆ ได้มาเยอะแยะเลยเอามาผสมรวมๆ กันจนเป็นสูตรของตัวเอง
ข้าวมันไก่สูตรนี้เป็นข้าวมันไก่เพื่อสุขภาพ เพราะจะมันน้อยกว่าสูตรทั่วไปและใช้ข้าวกล้องด้วย สมัยก่อนใช้ข้าวขาวหลังๆ เริ่มหันมาลองเป็นข้าวกล้องแทนก็อร่อยไม่แพ้กันแถมได้คุณค่าทางอาหารเพิ่มมากขึ้น สูตรนี้ได้ทำสอนแม่เซบัส (แม่สามีของน้องสาว-เดือน) เพราะเซบัสชอบกินข้าวมันไก่มาทีไรต้องซื้อกินประจำ ก็เลยสอนเผื่อเขาเอาไปทำที่เบลเยี่ยม
วิธีทำ
  • ส่วนผสมที่ใช้มี ไก่ส่วนที่ชอบจะเป็นอก สะโพก น่องหรือว่าทั้งตัวก็ได้ ขิงแก่ เต้าเจี๊ยว พริกขี้หนู น้ำส้มสายชู
  • เอาหม้อใส่น้ำตั้งไฟต้มให้เดือด ใส่เกลือ พริกไท รากผักชีลงไปสักเล็กน้อย พอน้ำเดือดก็หย่อน ไก่ลงไปหรี่ไฟอ่อนๆ คอยช้อนฟองออก
  • พอไก่สุกก็ตักขึ้นอย่แช่ไก่ไว้ในน้ำซุปจะทำให้เนื้อเละ ถ้าอยากให้เนื้อเด้งๆ หนังกรอบๆ ก็แช่ไก่ที่ต้มไว้ในกะละมังที่มีน้ำใส่น้ำแข็งจะทำให้หนังกรอบ ถ้าขี้เกียจก็แค่ตักขึ้นก็ได้ แฮะๆๆ แม่บ้านยุคใหม่จริงๆ นะเรา
  • แช่ข้าวกล้องในน้ำเอาไว้ก่อนจะได้หุงสุกไวๆ จะใส่ข้าวเหนียวลงไปนิดนึงก็ได้เราแอบใส่ไปหยิบมือนึง
  • เราใช้เต้าเจี้ยวบดหยาบๆ ที่เป็นขวดๆ มาเทใส่ในชามแก้ว หรือเซรามิค เพราะจะนำเข้าไปในไมโครเวฟ ถ้าใครไม่มีก็เทใส่หม้อก็ได้คะ จากนั้นก็ใส่น้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย คนให้เข้ากันค่อยๆ ชิมให้รสชาติถูกปาก แ้ล้วก็เอาเข้าไมโครเวฟสัก 2-3 นาทีให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน ชิมรสให้ออกเค็มนำ เปรี้ยว และหวานตาม
  • เวลาจะทานก็ตักน้ำจิ้มใส่ถ้วย สับขิงให้เป็นชิ้นเล็กๆ เราจะใช้ขิงซอยเป็นเส้นๆ ที่ขายในตลาดเอาไว้เพราะสะดวกดี แค่เอามาสับๆ ตามขวางก็ใช้ได้
  • จากนั้นก็หั่นพริกขี้หนูใส่ เผ็ดมากเผ็ดน้อยตามอัธยาศัยเลยคะ
  • ใส่น้ำมันในกะทะผัดกับกระเทียมตำ ขิงแก่หั่น ผัดให้หอมจากนั้นก็เอาข้าวกล้องที่แช่ไว้มาผัดให้หอม ถ้าเป็นสูตรดั้งเดิมอาจจะใส่มันไก่ลงไปผัดด้วย แต่เราไม่ชอบมันเกินไป จริงๆ แล้วจะไม่ผัดด้วยซ้ำแค่ตักน้ำซุปที่ต้มไก่มาหุงข้าวแล้วช้อนมันที่ลอยหน้ามาใส่ แล้วก็ใส่กระเทียมทุบ ขิงแก่หั่นแ่ค่นั้นเอง มันจะมันน้อยกว่าอาจจะอร่อยน้อยกว่าที่ขายแต่ก็ดีต่อสุขภาพ
  • ผัดข้าวใส่น้ำซุปลงไปเล็กน้อยผัดจนข้าวดูดซับน้ำซุปจนงวด
  • ตักข้าวใส่หม้อข้าวแล้วเทน้ำซุปที่ได้จากการต้มไก่ลงไป หุงอย่าให้แฉะจะไม่น่ากิน ส่วนเราหุงด้วยไมโครเวฟ เอาข้าวกล้องที่ผัดแล้วใส่ภาชนะทนไฟเทน้ำซุปใส่ปิดฝาเอาเข้าไมโครเวฟ หุงจนสุก ข้าวกล้องจะสุกช้าหน่อยต้องหมั่นคอยดูถ้ายังไม่บานดีก็ใส่น้ำเพิ่มแล้วหุงต่อไป
  • ข้าวกล้องที่สุกแล้วเนื้อขาวจะหนึบๆ เราต้องหุงให้เนื้อขาวบานนิดๆ ไม่เช่นนั้นจะแข็งไม่เหมือนข้าวขาว
  • ตักน้ำซุบที่ได้จากการต้มไก่ หั่นฟัก หรือมะระยัดไส้หมูสับใส่ลงไป ส่วนตัวชอบเอาตีนไก่ใส่ลงไปต้มให้เปื่อยๆ ใส่เครื่องยาจีน นั่งแทะตีนไก่ไปซดน้ำไป กินข้าวมันไก่ไป อร่อยนักแล
ป.ล. อย่าลืมโรยผักชีด้วย และหั่นแตงกวามากินด้วยกัน จะได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน