15 March 2009

ดื่มน้ำอัดลมน้ำตาล 0% แล้วทำให้อ้วนเตี้ย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จัดงาน “แต้มสีสันโรงเรียนอ่อนหวาน 7 วัน 7 สี ไม่มีน้ำอัดลม” ขึ้น ที่โรงเรียนวิชูทิศ ในงานมีการเผยแพร่ผลสำรวจการบริโภคน้ำอัดลมของนักเรียน โดยพบว่าเด็กในโรงเรียนที่ขายน้ำอัดลม จะดื่มน้ำอัดลมมากกว่าโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมถึง 7.3 เท่า ผศ.ทพญ.ปิยะนารถ จาติเกตุ นักวิชาการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า การสำรวจการบริโภคเครื่องดื่มของนักเรียน จากกลุ่มตัวอย่าง 9,300 คน ในโรงเรียน 14 จังหวัด แบ่งเป็นนักเรียน 8,400 คน ผู้ปกครอง 700 คน ครู 273 คน พบนักเรียนในโรงเรียนที่ขายน้ำอัดลม ดื่มน้ำอัดลมบ่อยกว่านักเรียนโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมถึง 7.3 เท่า ซึ่งนักเรียนมัธยมจะดื่มน้ำอัดลมมากกว่าประถม 3.9 เท่า หญิงดื่มบ่อยกว่าชาย 1.4 เท่า และยังพบว่าหากในโรงเรียนมีน้ำอัดลมจำหน่าย เด็กจะดื่มน้ำอัดลมมากกว่าเครื่องดื่มอื่นถึง 37.3% หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดื่มน้ำอัดลมของนักเรียน เกิดจากการขายน้ำอัดลมในโรงเรียน ซึ่งผู้ขายเครื่องดื่มในโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมส่วนใหญ่ คือ สหกรณ์หรือร้านค้าของโรงเรียน 44% ส่วนโรงเรียนที่มีน้ำอัดลม มีทั้งแม่ค้าและสหกรณ์หรือร้านค้าของโรงเรียน 47.2% โดยโรงเรียนไม่ปลอดน้ำอัดลมได้รับเงินสนับสนุนจากผู้จำหน่ายเครื่องดื่มถึง 81.3 % ส่วนโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมได้เพียง 59.3%  มีโรงเรียนเพียง 26.8% ที่บอกว่าหากเลิกขายน้ำอัดลมแล้วจะส่งผลกระทบต่อโรงเรียน ด้านนายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร โดยสำนักอนามัย ร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จัดโครงการโรงเรียนอ่อนหวานขึ้น เพื่อสร้างจิตสำนึกของครู  ผู้ปกครองและนักเรียน ให้เลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเข้าใจโทษของการบริโภคหวานเกินความจำเป็น โดย กทม.เริ่มการห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียนในสังกัดทั้ง 435 โรง มา 3 ปี แล้ว เพราะเห็นความสำคัญของสุขภาพนักเรียน ซึ่งงานวิจัยในวันนี้ก็ยืนยันชัดว่าการทำให้โรงเรียนปลอดน้ำอัดลม จะทำให้เด็กๆ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มาก ขณะที่นพ.สุริยเดว ทรีปาตี โฆษกเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า น้ำอัดลมคือบ่อเกิดของโรคหลายชนิด ทั้ง โรคอ้วน โรคผอม โรคฝันผุ กระดูกกร่อน น้ำอัดลม 1 กระป๋องมีน้ำตาล 10-14 ช้อนชา ทุกกระป๋องจึงเพิ่มโอกาสเป็นโรคอ้วนได้ 1-2% ส่วนน้ำอัดลมที่โฆษณาว่ามีน้ำตาล 0% ยิ่งเป็นโทษต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคผอมเพราะขาดสารอาหาร เนื่องจากเครื่องดื่มที่ไม่มีสารอาหารใดๆ มีแต่แก๊ส เมื่อดื่มเข้าไปจะลดความหิว ท้องอืด ไม่อยากอาหาร ดังนั้นคนอ้วนที่คิดว่าดื่มน้ำอัดลมประเภทนี้ จะลดความอ้วนได้ จึงเป็นความคิดที่ผิด   นอกจากนี้ คนอ้วนจะกลายเป็นคนอ้วนเตี้ยขาดสารอาหาร เพราะกรดคาบอนิคในน้ำอัดลม ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกจากร่างกาย โดยเฉพาะวัยรุ่น 9-14 ปี ต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างความเติบโตมากที่สุด ถ้าดื่มน้ำอัดลมมาก จะขับแคลเซียมออกจากร่างกายจนหมด จึงสูงไม่เต็มที่และเกิดภาวะพร่องแคลเซียม เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะเป็นโรคกระดูกคดงอ สึกกร่อนเร็ว   นพ.สุริยเดว กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเด็กที่เข้ารักษาเพราะน้ำหนักตัวเกิน หายใจไม่ออก นอนไม่ได้ ไปโรงเรียนไม่ได้ เพิ่มขึ้นจากเดิม 2-3 เท่า ในจำนวนนี้มีพฤติกรรมชอบกินหวาน อาหารมัน เค็ม ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งการรักษาต้องใช้เวลานาน เพราะต้องปรับพฤติกรรมและใช้หมอเฉพาะทาง 4-5 คน ช่วยกันดูแล สิ้นเปลืองค่ารักษาพยาบาลมาก ดังนั้นเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานจึงเห็นว่า โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ควรพิจารณาขยายนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม เพื่อคุ้มครองสุขภาพของเด็กๆ  ด้านทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สสส. กล่าวว่า ช่วงเวลา 7 ชั่วโมง ที่เด็กอยู่ในโรงเรียนถือเป็นเวลาทอง ที่จะปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภค การจัดโภชนาการในสถานศึกษาจึงสำคัญมาก นอกจากการไม่ดื่มน้ำอัดลม ควรเลือกดื่มนมสดแท้ 100% เพราะไม่มีน้ำตาลและไม่ควรทานน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ยาก เพราะความหวานแฝงมาในทุกรูปแบบ แต่เพื่อสุขภาพจึงควรอ่านฉลากก่อนเลือกซื้ออาหารหรือเครื่องดื่ม นางเสาวนีย์ เสือพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชูทิศ กล่าวว่า นโยบายของโรงเรียนวิชูทิศนอกจากจะไม่จำหน่ายน้ำอัดลมในโรงเรียนแล้ว ยังไม่อนุญาตให้เด็กนำน้ำอัดลมเข้ามาดื่มในโรงเรียนด้วย ทำให้นักเรียนประมาณ 1,900 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึง ม.6 ไม่ติดน้ำอัดลม สอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ที่รณรงค์ให้โรงเรียนในสังกัดปลอดน้ำอัดลม และโรงเรียนยังมีน้ำทางเลือกเป็นน้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร ที่ควบคุมความหวานจำหน่ายแทนและรณรงค์ให้ดื่มน้ำเปล่าด้วย
ข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก๊อปปี้มาจาก http://www.thaihealth.or.th/cms/detail.php?id=7633

0 comments:

Post a comment